อโรธรา

เมื่อท้องฟ้าเริ่มตกสีส้มเข้มยามเย็น จึงได้ขึ้นเกวียนกลับจากเจาว์ ระหว่างทางชเววางห่อผ้าคัมภีร์ลงข้างตัว

“ท่านนำสิ่งใดมา”เหมสงสัยตามประสา ดูว่าเปนสันคล้ายเล่มหนังสือใบลาน

“….ของยืดเวลาคอขาดของข้า”สล่าช่างใจที่จะเล่าให้ฟังอยู่ แต่เขาก็ยอมเอ่ยออกมา

เหมฉุกคิดถึงเรื่องที่เขาแอบได้ยินตอนนั้นว่าอีกฝ่ายโดนตามงาน

“เฮ้ ถึงข้าจักไม่ค่อยเข้าใจระบบของพวกท่านแต่ถ้าจักให้ข้าเขียนแบบล่ะก็ทำได้นะ”

“จักประจบเอารางวัลหรือไง”เสียงทุ้มว่า ชเวทำงานคนเดียวเรื่องแบบ ยังไม่เคยเจอคนที่จะเพิ่งพาฝากงานได้สักคน

“ทำไมท่านชอบขัดข้านัก!ข้าอุส่าหวังดี”คนมุทะลุตบป้าบเข้าที่พื้นเกวียนคิ้วแตกขมวดขึง

คนแก่กว่าตัดบทด้วยการเงียบแลเท้าแขนมองทัศนียภาพนอกหน้าต่างหลับตาที่ล้าเวลาเจอแดดมักลืมไม่ขึ้น ล้วงยาสูบมาจุดสูบ

“นี่ถ้าถึงกระโจมข้าทำงานเสร็จที่เหลือ ข้าก็ช่วยท่านก่อน”เด็กช่างพูดไม่ละความพยาม

“…” นายช่างใหญ่ตอบแบบหลับตาพริมปานจะร้องอ๋อเหรอในใจ

“ได้!ข้าจักทำให้ไม่ต้องแก้อีก”ว่าเสียงดังค่อยดูเถอะเขาต้องการทำอะไรเขาต้องทำได้

เมื่อรถเลื่อนมาถึงร่างกำยำสมวัยของเด็กหนุ่มอโยธยาก็กระโดดลงจากท้ายเกวียน

“ข้าจักเอางานมาให้ท่านตรวจข้าขอรับคำแน่นอน!!”ก่อนเข้าก็หันหลังตะโกนบอก

ชาวพม่าวัยใกล้กลางคนสองเหล่าบนเกวียนนั่งมองความฟูลเอเนอจี้ จะเสียงดังไปใยกันหนาเด็กคนนี้

“สะหย่าท่านช่างเก็บคนมาฝึกได้คะนองนัก…”คนขับเกวียนประจำสำนักกล่าวหยอก

“หากมันจะพยศก็ให้มันหมดแรงเพราะความทนงของตัวเอง”ว่าพร้อมลืมตาแววตาสท้อนแสงวาววาบ น่าแปลกที่เขากลับรู้สึกสนุกอย่างที่ไม่เคยเปนมาก่อนเลย

"คุมคนเช่นนี้ได้จักเปนประโยชน์แก่บิดาข้า" เขาตั้งใจคล้องช้างเชือกนี้ไว้ใช้งานจะอย่างไรตอนนี้เขาอยากแบ่งเบางานลงบ้าง ขยับนั่งเอนหลังยังต้องมีไปส่งของอีก แลกล่าวให้สารถีตีเกวียนต่อไป

"ไปวังหลวง..."

"ขอรับ"



เส้นทางดำเนินต่อไปจนถึงตัวเมือง ตะคันไฟถูกจุกในช่องกำแพงเมืองสว่างเรียงนำทางระยิบระยับยามลมพัดเบาๆ มีผู้คนขวักไขวออกมาจับจ่ายตลาดยามโพล้เพล้ สุดปลายเนิบผาล้อแผ่นแม่น้ำอิรวดีมีพระราชวังตะโม่วก์ ดะหย่าตั้งตะหง่านอยู่

อาคารไม้หลังใหญ่หลังคาซ้อนเก้าชั้นสูงชลูดงดงาม เครื่องไม้แกะสลักประดับอัญมณี ทองคำ และแผ่นฉลุเงินวาววับรับหลังคาสีเขียวมรกต เมื่อเทียบรถหน้าประตูทางเข้าเหล่าทหารต่างก้มเคารพ นำความไปกราบทูลมหาราช ชเวได้รับคำอนุญาตจึงเดินเข้าไป ตามผนังไม้ด้านในประดับเซรามิคสีเขียวนวลตาตลาดทาง ม่านทองที่ห้องท้องพระโรงด้านหน้าพริ้วจางๆ

เมื่อกายผ่านม่านกรองทอง ถ้วยเหล้าก็ถูกเขวี้ยงมากระทบพื้นตัดหน้าสล่าใหญ่ เคร้ง!

"เสด็จพ่อ... " ดวงตามองต่ำที่แก้วทองลายหงส์ที่บิ่นงอจากแรงกระทบก่อนเลื่อนสายตาเผชิญผู้ทรงอำนาจบนบัลลังก์

พระเจ้าอโรธรา กษัตริย์แห่งหงสาวดี ประทับบนยอดแท่นทองแต่เพียงพระองค์เดียว สีหน้าเคร่งขรึมดุดัน ฉลองพระองค์เสื้อคลุมบางสีขาวสบายตัวอย่างไม่เปนทางการยามคุยกับคนในครอบครัว พระราชโอรสของท่านเอง

"เจ้าทิ้งงานที่พระที่นั่งสิ่นเพียว นี่หรือสิ่งที่มาแก้ตัว"นัยน์ตาที่ต่างจากชเวตวัดจ้องหอบผ้าในมือนิ่ง

"ท่านเองที่จุดไฟรนงานลูก"ชเวหยิบจอกมารินน้ำชาดื่ม พร้อมนั่งลงที่ตรงหน้าไม่มีความหลบเกรงแต่อย่างใด

"แค่ร่างโถงหน้าใยต้องใช้เวลาร่วมปี!"

"เจ้าเพียงยืดเวลาอภิเษกของเจ้าชเว…"

ผู้เปนบิดาชี้นิ้วตราใส่ลูกชายที่ดื้อดึงนักจนถึงตอนนี้ก็มิเคยฟังคำสั่งสอน

"เช่นนั้นก็ให้ธุสาสมรสแทนลูกสิ เสด็จพ่อย่อมรู้ดีว่าลูกไม่ประสงค์จักมีพระชายา"

"เจ้าเปนถึงเจ้าฟ้าเจ้าจักทำตามอำเภอใจมิได้!!"

ชเวรู้ดีว่าเขาถูกวางความคาดหวังไว้ขนาดไหน มือกำแน่นจนมันสั่นเทา

"เอาเถิดข้าพอใจในสิ่งที่เจ้านำมาให้ อย่างน้อยก็ให้ข้าเห็นว่าเจ้ามีความรับผิดชอบ "

"ข้าให้เวลาเจ้าอีกแค่วันเพ็ญหน้าชเว"

"...."เจ้าฟ้าโค้งลาผู้เปนพ่อก่อนลุกออกไป

สล่าใหญ่กลับสวนมากลิ่นหอมของดอกมะลิก็ทำให้รู้ว่ามีใครอยู่หน้าฉากกั้นประตูเข้า ร่างของหญิงสาวขยับมาหาด้วยความกังวล

“ท่านพี่…” เปนท่านหญิงมยะโมหนั่ยที่รอพบอยู่ด้านหน้ามาสักพักแล้ว

“น้องมีธุระอันใด…”เสียงเรียบเอ่ยอย่างตัดสัมพันธ์ทุกครั้งที่เจอกัน

“ท่านจะพักที่นี่หรือไม่ น้องจักหาสำรับมาถวายเจ้าค่ะ” เด็กสาวว่าอย่างนอบน้อมเขินอายตามแบบที่เธอได้รับการอบรมมา

“ใช่ข้าจักอยู่...เรื่องอาหาร...ข้ามิหิว อย่าลำบากเลย”

“มิลำบากเลยเจ้าค่ะ รับผลไม้สักหน่อยนะเจ้าคะ”มือเล็กจับที่แขนเบาอย่างขอร้อง เธออยากทำหน้าที่คู่หมั้นให้ชเวบ้าง

“...ตามใจน้องเถิด”นายช่างใหญ่ยอมให้หญิงสาวนำผลไม้มาให้เพื่อที่จะได้ตัดการสนทนายืดยาว ก่อนหันเดินไปยังห้องบรรทมของตน มยะโมหนั่ยยิ้มออกมาแลเข้าไปในครัวเลือกของที่ชเวชอบตามแม่นมบอก หัวใจดวงเล็กๆของเธอมีความสุขมากทีเดียว

กายสูงเปลื้องเสื้อจนสิ้นก่อนทิ้งตัวลงแท่นบนผ้าแพรสีเงินผืนกว้างมือยกชูขึ้นสูงแลความคิดนั้นวกวนกับการจับวางหน้าที่ของบิดา เขาเองไม่ได้อยากให้ความหวังกับเธอเพราะเขารู้ตัวเองว่าการที่ต้องมานั่งรอเขากลับมาที่พระราชวังทุกวันคืนโดยที่ไมรู้ว่าเมื่อไรมันทรมานสำหรับผู้หญิงที่เพียบพร้อมเช่นนี้

ถ้าเปนเวลานี้ นางคงจะช่วยเขาปรามเสด็จพ่อได้บ้าง…ใบหน้าหญิงแสนนุ่มนวลนางหนึ่งที่เขาคำนึงหาเด่นชัดในห้วงภวังค์ เขาอยากกอดเธอมากจริงๆ …เพียงแต่ตอนนี้นางไม่อยู่ให้แอบอิงแล้ว เสียงถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยอ่อนดังขึ้น....ชายตามองพิณบนหิ้งวางสวยงาม ดันตัวลุกไปหยิบมาดีดเล่นเผื่อมันจะช่วยให้ความคิดนั้นหายไปกับเพลง

“ท่านหญิงขอเข้าพบพระเจ้าค่ะ” เสียงนายทหารด้านหน้าเอ่ยรายงาน

“เข้ามา”

เสียงรำแพนเงินที่ประดับผมดังกระทบให้ได้ยินเปนสัญญาให้รู้ถึงตัวตนสาวคนหนึ่ง

เธอเดินเข้ามาพร้อมสาวรับใช้

“นม...ออกไป”ชเวสั่งให้แม่นมของเขาออกจากห้องไป หญิงผู้สูงอายุจึงไม่ได้ขัดอะไร

มยะโมหนั่ยถือถาดผลไม้ที่ถูกหั่นมาอย่างปราณีตมีทั้งส้ม แตงโม กล้วย ชมพู่และองุ่น เธอวางถาดไว้ที่โต๊ะข้างเตียง ร่างบางนั่งลงข้างชเวที่ชันเข่าอยู่บนเตียงอยู่แล้ว หญิงสาวไม่กล้าสบอีกฝ่ายเลยด้วยความเขินอายกายเปลือยเปล่าด้านบนที่เผยให้เห็นผิวพรรณนวลรับอกผายแลแขนแกร่ง

“นมบอกว่าท่านชอบชมพู่”

“...”

“น้องเลือกที่หวานกำลังดีมาลองชิมนะเจ้าคะ”มือเล็กหยิบชิ้นผลไม้สีเขียวใสเนื้อกรอบฉ่ำขึ้นมาส่งให้อย่างถนอม

ชเวรับมากัดคำน้อยมันอร่อยใช้ได้เลย คนกินง่ายอยู่ง่ายชวนน้องกินด้วยกัน

“น้องก็กินด้วยสิ”

“คะ? อ่าเจ้าค่ะ”เด็กสาวร่นๆหยิบชมพู่เข้าปากแทะเหมือนกระต่าย

นายช่างใหญ่เห็นก็อมยิ้ม กลายเปนนั่งแทะชมพู่กันกรุบๆในความเงียบของห้อง---

“โม...น้องมีความฝันหรือไม่” คนเปนพี่เอ่ย

“สิ่งที่น้องอยากทำในภายภาคหน้าคืออะไร” ชายโพกผ้าหันมาจ้องคู่สนทนา ใบหน้าประดับไรนวดนั้นดูค้นหาบางอย่าง

“น้องหรือ น้องเพียงได้อยู่ดูแลท่านพี่ ดูแลสเด็จน้าก็พอใจแล้วเจ้าคะ”เสียงใสว่าอย่างจริงใจเธอถูกเลี้ยงมาอย่างกุลตรีแน่นอนว่าการเรือนนั้นไม่ขาดตกบกพร่องแน่นอน

“นอกจากนั้นล่ะ หากไม่มีหน้าที่น้องจักทำสิ่งใด”

ความเงียบครอบคลุมอย่างน่าใจหาย....โมไม่รู้จะตอบอย่างไรในเมื่อเธอก็ไม่ใช่คนที่ออกนอกกรอบนัก

“พี่มิได้อยู่กับน้องตลอด น้องรู้ใช่หรือไม่” การที่เป็นเพียงคนที่รออย่างไร้จุดหมายเขาไม่อาจปล่อยให้มันทำร้ายน้องสาวคนนี้ได้

“น้องเข้าใจเจ้าค่ะ...ถึงอย่างนั้นน้องก็จะขอรอเจ้าค่ะ”แววตามุ่งมั่นสบตรงกับดวงตาคล้ำหม่น

“เจ้าช่างไร้เดียงสาน้องสาว…”เขาอยากทบทวนให้มากกับชีวิตคนคนหนึ่งมิใช่เพียงเพื่อผลประโยชน์และหน้าที่

“น้องโตพอจักตอบแทนพระคุณเสด็จน้าแล้ว จะต้องอดทนเท่าใดน้องก็ยินดีเจ้าค่ะ”

ชเวได้แต่มองเด็กสาวอย่างสับสนเธอเชื่อฟังช่างต่างกับเขาที่ดื้อดึง

“...ไม่น่า...สเด็จพ่อทรงโปรดน้องนัก”รอยยิ้มบางยกเอ็นดูน้องสาว

“ท่านพี่!”ใบหน้าแดงสุกร้อนจากการโดนแซว ก้มกินผลไม้ต่อหงุด

แลในค่ำคืนก็มีเสียงหัวเราะเช่นพี่น้องดังให้ยามหน้าประตูได้ยิน

ชเวลากับเด็กสาวเพื่อเข้านอน คืนมืดแรมแรกนับเวลาถอยหลังของเขา

ในกาลข้างหน้าเขาอาจจะได้คำตอบเองก็ได้ว่าทางที่เขาต้องการคือทางใด

‘เด็กนั่น...แก้งานถึงไหนแล้วนะ’

เรื่องต่างๆรุมเข้ามาในหัวจนไม่รู้จะคิดเรื่องไหนก่อนดี


ด้านของเหมวิ่งกลับมาคว้างานรวบมาตั้งจุดเทียนให้สว่างพอให้อยุ่ได้ช่วงโพล้เพล้เพราะกลับมามันก็เย็นแล้ว เขาอยากจะทำให้ชเวเลิกหยามเขาสักที

ช่างคนอื่นต่างมาแซวความขยันก่อนจะทยอยกลับกันไปที่เรือนตน

"เหมข้าพาโชคไปเล่นน้ำก่อนนะ"พลายถือขอในมือพาดบ่าเตรียมจูงช้างคู่ใจ

"เอ่อเดี๋ยวเจอกันที่กระท่อม"เหมว่ารับรู้โดยที่ไม่หันไปยังจดจ่ออยู่กับงานตนเอง


เวลาผ่านไปจนฟ้ามืดลงแสงไฟได้สดุดตาสล่าผู้หนึ่ง พัดไม้กฤษณาโบกเบาๆ เขาเดินเข้าไปเปิดผ้าจึงได้เห็นเด็กหนุ่มกำลังลับคมอุปกรณ์อยู่เพื่อมาเก็บลายช่อดอกบัว

"น้องเหมแกะกลีบบัวได้งามนัก"เสียงสุภาพอย่างชนชั้นสูงกล่าวเมื่อมาหยุดดูผลงานในมือที่เลอะไปด้วยผงไม้

"!!ท่านธุสา"เหมหันไปพบกับใบหน้ายิ้มจิ้งจอกประจำตัวสล่า

"ขอเรา…?"มือผายมาด้านหน้าพูดเชิงขอสิ่วในมือมาทำให้ดู

"ขอรับ ได้ขอรับ"เหมรีบให้อย่างตะกุกตะกัก จริงก็แอบกังวลเพราะมันยังไม่เสร็จ

นิ้วเรียวจับด้ามกดคมแต่งปลายดอกบัวตูมให้บางลงมันดูเบาขึ้นแลกลีบมันนิ่มเช่นของจริงอย่างไรอย่างนั้น เหมมองไม่ละสายตาในจังหวะที่เนื้อไม้หล่นลง

"น้องกลัดยอดแล้ว น้องให้เส้นแรในกลีบอย่างนี้"เส้นเล็กๆถูกขีดอย่างรวดเร็วเรียงตัวกันจนเปนเส้นใยกลีบบัว

"ท่านมือนิ่งนักไม่พลาดสักนิด"ช่างหนุ่มว่าอย่างชื่นชม

"สิ่วที่น้องใช้ดีต่างหากเส้นจึงไม่ขาด"ยกของในมือวิ้งคมฉาบเทียนให้เห็น ตาที่หลับเปิดขึ้นมองถือวิสาสะยกมือปัดเศษไม้ที่ผ้าคลุมบ่าช่างไม้หนุ่ม

"พี่จักหาเสื้อให้น้องใส่"ว่าตาก็จำช่วงไหล่ไว้ไปเลือกชุด

"เสื้อ? แต่ข้ากลัวมันจักเปื้อน" ก้มมองลงที่เนื้อตัว เขาเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างว่าที่นี่มีวัฒนธรรมที่เรียบร้อยจนเขาเก้ออายเสียเอง

"หึ น้องสมควรที่จักได้ ไว้ใส่แบบอูเลงจองช่างเมืองเพชรอย่างไรเล่า"สล่าธุสาเขาตบรางวัลให้ผู้ที่ทำงานเข้าตาเสมอ

เหมนึกถึงเสื้อคลุมที่ช่างสูงอายุคนหนึ่งใส่เมื่อวันสองวันนั้นก็ถึงบางอ้อ

"เช่นนั้นท่านสอนข้านุ่งโสร่งด้วยจักได้หรือไม่"

ธุสาหลุดขำออกมาในความซนที่ดูอยากรู้อยากเห็นไปเสียหมด

"ตอนเช้ามากับพี่สิ" นั่งให้เหมทำงานต่อพร้อมคุยไปด้วย

"มีโลงจีของเราไม่ได้ใช้แล้ว จะแบ่งให้ลองนุ่งดู"ในหีบผ้าขึ้นมันมีผ้าปักลายยกช่องตารางเรียบร้อย สีดำกรมหลายตัวที่ทิ้งไว้

เด็กหนุ่มพยักหน้ารับรู้หงึกๆยิ้มกว้างอย่างไทยสมายด์ รับงานมาเซาะลายต่ออย่างตั้งใจมากขึ้น

“ข้ามีเรื่องอยากถามท่านได้หรือไม่” นายช่างไม้หนุ่มว่าก่อนสล่าจะตอบรับว่าได้ จึงหยิบกระดาษร่างที่ตนแอบวาดไว้เมื่อบ่ายมาให้ธุสา

“...ข้าเห็นเทวดาของฮินดูที่ผนังศาลา…”ชี้คำอ่านที่จดมาประกอบ

“ แลอ่านคำเรียกด้านล่างว่า... นัต ...ข้าได้ยินว่านัตเป็นวิญญาณหรือผีใยจึงนำมาเขียนประดับร่วมกับศาสนสถานล่ะขอรับ”

“นัต มิได้หมายความแค่ภูติผี รวมหมายถึงเทพเทวัญด้วย” ธุสาเกี่ยวสร้อยคอที่มีรูปเคารพเทพฮินดูประทับบนพญานาคขึ้นมาอธิบาย

“เป็นผู้อารักษ์คุ้มครองมนุษย์ ในเมืองชาวบ้านใช้เรียกผู้ที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์ จะอยู่ตามต้นไม่ใหญ่” ชี้ไปถึงต้นที่เหมเคยไปทำพิธีกับชเวด้วย

“ต่อมาเรารับความเชื่อเรื่องเทพฮินดูเพิ่ม จึงรวมเข้ากันเรียก นัต เหมือนกัน” สล่าเอ่ยเล่าอย่างนอบน้อม ให้ได้เข้าใจง่ายๆแก่คนต่างแดน

“อ้อข้าพอเข้าใจแล้วขอรับ” อู้วอ้าตื่นตาตื่นใจเวลาเจอเรื่องเล่า

“น้องไปชินเจาว์มาหรือ?” นายช่างพม่าสงสัยแลมีแววตาชื่นชอบภาพที่เหมนำมาให้ดู

"ไก่---เอ้ยท่านชเว...พาไปขอรับ” ลูบทายทอยเกรียนของตนอย่างไม่ค่อยอยากเอ่ยชื่อชเวเท่าไรนัก

“โห้!ท่านพี่ชิงตัดหน้าข้าหรือนี่ อย่างนี้ข้าต้องรีบทำแต้มบ้างแล้วสิ” หนุ่มผิวขาวซีด หลุดคำติดตลกพร้อมยกพัดมาโบกหัวเราะรวน

“เดี๋ยวนี้ท่าน แข่งกันอยู่?”เหมเริ่มขนลุกชัน สองพี่น้องนี่จะเชิดเขาไปทางไหนกันเนี่ย น่ากลัวชะมัด

“หืม...สล่าต้องการลูกมือที่มีความสามารถ การแย่งตัวช่างก็เปนกิจกรรมธรรมดาที่มันเกิดขึ้นล่ะนะ” เอฟเฟคดอกไม้ป๊อปลอยเหมือนเรื่องที่พูดมันปกติสุดๆเลย แถมยังมาภาพหน้าช่างไม้ในคอลเลกชั่นสะสมฉายเรียงให้ดูว่ามีกี่คนแล้วที่ธุสาทาบทามมาเปนมือซ้ายมือขวา

ศอกยกเท้าโต๊ะสีเปลวเทียนยามนี้สะท้อนเด่นในม่านตานายช่างพม่า

“มาเปนช่างของพี่ไหมเหม”

ตอนต่อไป
หมึกสีน้ำผึ้ง

ความคิดเห็น