12.ศึกชิงนาง
โดย  

12.ศึกชิงนาง

               “พวกเจ้าไปเตรียมห้องสักห้อง ให้พวกเขาพัก”หนิงหรงหันไปสั่งจ้าวอี้หานและจ้าวจื่อหาน “อย่าลืมเตรียมน้ำให้คุณชายน้อยนี่อาบด้วย”หนิงหรงสั่งเพิ่มเติม เดินนำกลุ่มคนเหล่านี้

               “พวกเจ้าคงยังไม่ได้กินข้าวมื้อเย็น”หนิงหรงหันไปถามเด็กน้อยที่เดินข้างๆตัวสูงเท่าๆเธอ

               “อืม”เสียงเย็นชาตอบกลับมา

               ถึงยังไงเจ้าหนูน้อยนี่ก็ยังเด็ก อดอาหารจะไม่ดีต่อร่างกาย นางก็ใช่ว่าจะใจร้ายกับเด็กได้ลงคอ ถึงแม้เด็กนี่จะน่าหมั่นไส้ก็ตาม

               “เสี่ยวเมิ่ง ไปเตรียมอาหารด้วย ข้าจะพาพวกเขาไปรอที่ห้องหนังสือ จัดการทุกอย่างเรียบร้อยเมื่อไหร่ก็มาตาม"

               “เจ้าคะคุณหนู”เสี่ยวเมิ่ง จ้าวจื่อหาน และจ้าวอี้หานแยกย้ายไปทำตามคำสั่งอย่างว่องไว

“อ้อเกือบลืม”หนิงหรงหยุดเท้าลงเหลือบมองกองไฟและสัตว์อสูรที่ยังไม่ได้ย่างส่วนหนึ่ง และบางส่วนย่างค้างไว้ถูกวางไว้บนใบไม้ “หลิวอาน เฉินอี้ท่านไปจัดการย่างเนื้อให้เสร็จ อย่าลืมเอาไปกองไว้หน้าบ้าน ข้าคิดว่าเจ้าตัวตะกละพอหายตกใจมันคงกลับมาเอง”เฉินอี้และหลิวอานแยกไปทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงหวงเหวินที่เดินตามนางมา

               คนจากอาณาจักรเฟยเหลือบมองสัตว์อสูรที่กลายเป็นอาหารด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย ทำสายตาเหมือนจะถามว่าคงไม่ได้เอาพวกนี้มาให้พวกเขากินนะ

               “อาหารของพวกเจ้าย่อมไม่ใช่เนื้อย่างอสูร เนื้อพวกนี้มีเจ้าของแล้ว”หนิงหรงอธิบายอย่างรู้ทันความคิด ดูท่าแล้วแม้กระทั่งคนจากอาณาจักรเฟยเองก็เห็นว่าการกินเนื้อสัตว์อสูรเป็นเรื่องประหลาด

คนจากต่างอาณาจักมีสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย

               หวงเหวินก้าวเข้าไปในห้องคนแรก จุดตะเกียงแล้วกลับออกมายืนเฝ้าหน้าห้อง เมื่อในห้องมีแสงสว่างหนิงหรงจึงก้าวเข้าไปคนแรก ตามมาด้วยเด็กชาย ขณะที่ราชันยอดยุทธหยุดยืนเฝ้าที่ประตูทางเข้า พวกมันไม่กลัวว่าเด็กหญิงจะทำอันตรายเจ้านายมันได้ แม้ระดับพลังยุทธของคนทั้งคู่จะใกล้เคียงกัน ทว่านายของมันมีพลังมากพอที่จะโค่นล้มสัตว์อสูรระดับเจ็ดได้ เทียบได้กับผู้ฝึกยุทธระดับเก้า เด็กหญิงย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้านายผู้มีพลังสูงส่งตามสายเลือด

               หนิงหรงนั่งลงที่ตั่งยาวซ้ายมือยกกาน้ำขึ้นรินใส่ถ้วยชาสองใบ ผลักไปทางเด็กชายที่นั่งลงบนตั่งตัวขวามือของเธอหนึ่งถ้วย หยิบขึ้นดื่มเองถ้วยนึง

               “ตอบคำถามข้าได้แล้วกระมัง”หนิงหรงกล่าว “อะไรคือลมปราณที่แข็งแกร่ง”

               เด็กชายหยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่มแล้ววางลงด้วยกริยามารยาทงดงาม สูงส่ง แบบผู้ถูกสั่งสอนมาอย่างดี

               “ลมปราณในร่างของผู้ฝึกยุทธล้วนมีความแตกต่างกัน เป็นพรสวรรค์ที่ได้รับจากฟ้าอย่างไม่เท่าเทียม คนทั่วไปมีพลังลมปราณปกติสามารถไปถึงระดับยอดยุทธได้ หากฝึกฝนอย่างเหมาะสม คนบางกลุ่มสามารถไปถึงได้แค่ระดับกลาง คนบางกลุ่มอาจก้าวไปถึงราชันยอดยุทธ หรือตำนานแห่งราชัน คนทั้งหลายมีพลังลมปราณที่ใกล้เคียงกัน พัฒนาไปคล้ายๆกัน แต่มีกลุ่มคนพิเศษที่พลังลมปราณแข็งแกร่งมาตั้งแต่เกิด ได้รับพรสวรรค์อันประเสริฐมา แม้ในขณะที่คนกลุ่มนี้มีระดับพลังยุทธอยู่ในระดับต่ำ หากรู้จักใช้อย่างเหมาะสม อาจชนะคนที่อยู่ในระดับสูงกว่าได้ เช่นข้าอยู่ระดับห้าโค่นสัตว์อสูรระดับเจ็ดทั้งป่าได้ หากเป็นสู้มนุษย์ก็เท่ากับว่าข้าโค่นผู้ใช้ยุทธระดับเก้าได้”

               เด็กชายเล่าขณะมีสีหน้าหยิ่งผยองในความสามารถที่ตนเองมี

               หนิงหรงเห็นแล้วหมั่นไส้เจ้าเด็กน้อยตรงหน้า แอบตกตะลึงกับความรู้ใหม่ที่ได้ยิน 

               “ข้าจัดอยู่ในกลุ่มคนพิเศษสินะ”หนิงหรงถาม “ข้าพึ่งอยู่ระดับสี่ เพราะปราณที่แข็งแกร่งกว่าคนธรรมดา ข้าจึงไม่ได้รับอันตรายจากพลังยุทธของราชันยอดยุทธหรือ”

               “อืม”เด็กน้อยตอบ “ปราณของเจ้าน่าจะเป็นสายที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ร่ายกาย พลังยุทธยังแบ่งออกเป็นอีกหลายสาย หากค้นพบว่าตนเองมีลมปราณไปทางสายใด ก็จะหาเส้นทางการฝึกที่เหมาะสมกับตนได้”น้ำเสียงเย็นชาของเด็กน้อยอธิบาย

               “ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องเช่นนี้มาก่อน การฝึกยุทธมิใช่ว่าเจ้าต้องฝึกทุกอย่างหรือ เช่น ฝึกการใช้อาวุธ ร่างกาย วิชาตัวเบา”

               “ย่อมต้องฝึกทุกอย่าง แต่มีเพียงอย่างเดียวที่เหมาะกับพลังลมปราณของผู้ฝึกยุทธ จึงต้องเน้นฝึก”น้ำเสียงเย็นชาอธิบาย “เจ้าเพิ่งสี่ขวบแต่ก้าวขึ้นสู่ระดับสี่ถูกจัดได้ว่าอยู่ในกลุ่มอัจฉริยะรุ่นเยาว์แล้ว เด็กทั่วไปในวัยนี้บรรลุระดับหนึ่งก็ถือว่าเร็วแล้ว บางทีอาจเพราะเจ้าฝึกฝนสิ่งที่เหมาะกับพลังลมปราณของตนเองจึงก้าวหน้าเร็วขึ้น”

                แน่นอนว่าหนิงหรงฝึกทุกอย่างโดยเฉพาะเรื่องกำลังเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและมีกล้ามเนื้อเร็วขึ้น ก่อนเข้าเรียนวิชายุทธกับอาจารย์ถางนางจะฝึกฝนร่างกายเอง บางครั้งก็มีอาจารย์ถางช่วยแนะนำและปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ ตามความก้าวหน้าของพลังยุทธ หนึ่งเดือนที่ผ่านมาหนิงหรงยังคงผูกทรายสองกิโลไว้ที่แขนและขา แต่กลับไม่รู้สึกหนักแต่อย่างใด คล้ายกับว่าเริ่มคุ้นชินแล้ว

               “อาณาจักรเฟยของพวกเจ้าสอนเรื่องสายของลมปราณหรือ พวกเจ้าถึงได้มียอดยุทธ์มากมายเกลื่อนเมือง หนำซ้ำยังมีระดับราชันยอดยุทธด้วย"

               “อืม...มีความรู้อีกมากมายที่อาณาจักรฮุ่ยไม่มี อาณาจักรเฟยมีคนมีสมองมากมาย ผู้ฝึกยุทธจึงก้าวไปถึงระดับสูงได้”

               หนิงหรงฟังแล้วหนังตากระตุก นี่มันหลอกด่าคนอาณาจักรฮุ่ยว่าโง่จึงมีพลังยุทธที่ต่ำต้อย ไม่มีใครไปถึงราชันยอดยุทธได้ หนำซ้ำแค่ยอดยุทธยังมีเพียงน้อยนิด คนส่วนใหญ่ก็มีแค่พลังยุทธระดับกลางเท่านั้น

“ปัง!”หนิงหรงตบโต๊ะเสียงดังด้วยความโกรธจัด ถึงอย่างไรเธอก็คือคนของอาณาจักรฮุ่ย ตอนนี้สกุลฮุ่ยนับเธอเป็นญาติ เธอจึงไม่พอใจ กับคำพูดอวดดีของเด็กอายุหกขวบ

‘หนอยไอ้เด็กป.1 กล้ามาทำอวดดีต่อพี่สาววัยทำงานเรอะ!’ หนิงหรงโมโหนึกอยากสั่งสอนเจ้าเด็กประถมนี่

               “ให้มันน้อยๆหน่อยเถอะ!!”หนิงหรงตวาดลั่นห้อง

               หวงเหวิน และราชันยอดยุทธมองเข้ามาในห้อง สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กทั้งสองคน แน่นอนว่าแค่เด็กทะเลาะกัน พวกเขาไม่คิดจะสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ก็ต้องคอยระมัดระวังความปลอดภัยให้เจ้านาย หากว่าเด็กสองคนตีกันขึ้นมาย่อมต้องมีอีกฝ่ายบาดเจ็บ 

               “หรือที่ข้าพูดไม่จริง”เด็กชายย้อนถามเสียงเย็นชา จัดการรินน้ำให้ตัวเองดื่มด้วยท่าทางสง่างาม

               “เจ้ามันยโสเกินไปแล้ว!”หนิงหรงยืนขึ้น สาวเท้าไปหยุดตรงหน้าเด็กน้อย ยืนค้ำหัวอีกฝ่ายที่ทำเพียงมองมาด้วยความเย็นชาไม่เห็นการคุกคามของเธออยู่ในสายตาเลยสักนิด

               “อาณาจักรเฟยมียอดยุทธมากมายแล้วอย่างไร เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาพูดจาดูหมิ่นอาณาจักรอื่น!”หนิงหรงตะหวาดใส่

               “เจ้าแค่รับความจริงไม่ได้”เด็กน้อยตอบกลับ ไม่มีท่าทีหวาดกลัว

               “ฮึ ฮึ”หนิงหรงหัวเราะในลำคอชั่วร้ายจนคนยืนเฝ้าหน้าห้องพากันขนลุก ทว่าคนกำลังถูกคุกคามกลับนั่งนิ่งจ้องมองด้วยความเย็นชา ราวกับเรื่องตรงหน้าไม่เกี่ยวอะไรกับตนเอง

               “คุณหนูอย่า!”หวงเหวินร้องห้าม ทว่าไม่ทันแล้วมือของเด็กหญิงยื่นไปหยิกแก้มทั้งสองข้างของเด็กชาย

               เหล่าราชันยอดยุทธตกใจจนวิญญาณออกจากร่าง ยืนอ้าปากค้าง

               “ปากดีนักนะเจ้าหนู”หนิงหรงออกแรงทั้งดึงทั้งบีบแก้มนุ่มๆอย่างเมามัน

               ทว่าเจ้าเด็กน้อยตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจไปเรียบร้อยจนลืมเจ็บ

               หนิงหรงที่ลงมือแกล้งเด็กไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังสร้างปัญหาใหญ่หลวงที่จะตามหลอกหลอนตัวเองขึ้น

               “คุณหนูรีบปล่อยมือเร็วเข้า!” หวงเหวินพุ่งเข้าไปในห้องทำท่าจะดึงมือคุณหนูออก

               วินาทีนั้นเด็กชายหรี่ตาลงส่อเค้าอันตราย ตวัดสายตามุ่งร้ายมาทางหวงเหวินจนคนถูกมองขนลุกวูบ ชะงักมือที่จะจับแขนหนิงหรง

“อ่า...แย่แล้วคุณหนู”หวงเหวินกุมขมับโอดครวญกับสิ่งที่กำลังจะตามมา ใครจะไปคิดว่านางจะลงมือเช่นนี้

               หนิงหรงเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ รีบปล่อยมือออกจากใบหน้าเด็กน้อยที่เป็นรอยแดงเพราะการลงมือรังแกของเธอ เจ้าเด็กตรงหน้านอกจากตกตะลึงแล้วก็ไม่ได้มีท่าทีอื่น ยกเว้นตอนที่หวงเหวินจะดึงมือเธอออก เจ้าเด็กนี่ถึงกับแผ่กลิ่นอายสังหารออกมา

               “แย่อะไร”หนิงหรงถามขณะมองความผิดปกติตรงหน้า

               ทว่ายังไม่ทันได้คำตอบเด็กชายก็กล่าว

               “กันคนผู้นี้ไปให้ห่างจากภรรยาของข้า”น้ำเสียงเยือกเย็นของเด็กน้อยดังขึ้น

               ราชันยอดยุทธทั้งสองดึงหวงเหวินออกห่างหนิงหรง พวกเขายืนเป็นกำแพงขวางกั้นไว้ตรงกลางระหว่างหวนเหวินและหนิงหรง ด้วยแววตาสีหน้าจริงจังอย่างยิ่ง

หนิงหรงยืนกระพริบตาด้วยความงุนงง “ภรรยา?”หนิงหรงมองหน้าเด็กชาย สุดท้ายจึงตั้งสติได้

                “ใครเป็นภรรยาเจ้ากัน!”หนิงหรงตะคอกใส่เด็กน้อยตรงหน้า ที่ไม่รู้พูดบ้าอะไร

               ทว่าเด็กน้อยมีสีหน้าบูดบึ้งเหมือนเด็กน้อยเองก็ไม่ยินยอมทำหน้าราวกับถูกบังคับขืนใจ

               “หวงเหวินนี่มันเรื่องอะไรกัน!”หนิงหรงตวาดลั่น วันนี้เธอตวาดหลายรอบแล้วนะ! เธอไม่ได้มีนิสัยแอะอะก็ชอบตวาดหรอกนะ!

“ยังมายืนขวางทำบ้าอะไรไสหัวไป!”หนิงหรงทำท่าจะผลักราชันยอดยุทธทั้งคู่ที่ยืนขวางกลางออก ทว่าพวกเขารีบพลิ้วกายหลบหนีทำราวกับว่าเธอเป็นโรคระบาด

               หวงเหวินทำหน้าเหมือนอยากร้องไห้ ท้ายที่สุดก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

               “คุณหนูเกรงว่าท่านก่อเรื่องใหญ่แล้ว”หวงเหวินเกริ่นนำอยากให้คุณหนูมีเวลาเตรียมใจ

               “ก่อเรื่องอะไรข้าแค่หยิกแก้ม สั่งสอนเจ้าเด็กน้อยไม่รู้ความนี่เท่านั้น!”หนิงหรงหันไปมองเจ้าเด็กน้อยที่ทำสีหน้าเหมือนสตรีถูกข่มแหง

               “เฮ้อ คุณหนู!”หวงเหวินถอนหายใจ คุณหนูมาจากอีกโลกหนึ่งคงไม่รู้ธรรมเนียม

               “อาณาจักรเฟยมีธรรมเนียมว่าหากบุรุษถูกสตรีลวนลาม เท่ากับว่าสตรีเป็นฝ่ายต้องการจับจองบุรุษเป็นสามีในอนาคต”

               คำอธิบายนั้นราวกับฟ้าผ่าลงบนหัวของหนิงหรง เกินความสั่นสะเทือนยันจิตวิญญาณอยู่ครู่นึง ทว่าคำพูดต่อมายิ่งทำให้นางวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง

               “หากบุรุษยอมรับการเกี้ยวพา เรียกอีกฝ่ายเป็น...ภรรยา บุรุษจะต้องแต่งงานกับสตรีผู้นั้นในอนาคต ตามที่ตนลั่นวาจาเรียกขานอีกฝ่ายเป็นภรรยา!!!”

หนิงหรงอ้าปากค้าง “ข้า ข้า ข้า”นางพูดไม่ออกอยู่ครู่นึง

               “ข้าแค่หยิกแก้มเองนะ ข้าลวนลาม ข้าเกี้ยวพาที่ไหน!!!”หนิงหรงตะหวาดด้วยความตกตะลึง “นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน ทำไมข้าต้องเป็นภรรยาเด็กอวดดีนี่ด้วย!”

               “เจ้าลวนลามข้า เจ้าต้องรับผิดชอบ!”คำพูดของเด็กชายผู้มีน้ำเสียงไร้อารมณ์ เหมือนน้ำเย็นราดลงบนหัวหนิงหรงทำให้นางหนาวเยือก

               “นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด ข้าไม่ได้จะเกี้ยวเจ้า! อย่ามาคลุมถุงชนให้ข้านะ!”หนิงหรงโวยวายใส่เจ้าเด็กน้อย ที่กลับนั่งนิ่งรักษาอารมณ์เยือกเย็นไว้ทั้งๆที่เกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้

               หมอนี่ไม่ใช่ว่าควรลุกขึ้นมาโวยวายโต้เถียงรึ เหตุใดหนิงหรงเริ่มรู้สึกว่าพฤติกรรมของตนเหมือนเด็กน้อยขี้โวยวาย ขณะที่เด็กชายกลับเหมือนผู้ใหญ่ที่นิ่งรับสถานการณ์อย่างเยือกเย็น

               “ต่อให้ไม่มีเจตนา เจ้าก็ต้องรับผิดชอบ ข้าตัดสินใจแล้ว ต่อไปนี้เจ้าคือสะใภ้สกุลเฟย”เด็กชายกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นทรงพลัง แบบผู้ใหญ่ที่ตัดสินชี้ขาดเรื่องราว

‘ตัดสินใจแล้วบ้าบออะไรกัน ไม่คิดว่าข้าจะไม่สมัครใจเลยรึ ไอ้เด็กเวร!’หนิงหรงคิ้วกระตุก นึกอยากเถียงเจ้าเด็กน้อยให้ถึงที่สุด ทว่ามีเสียงเอ่ยแทรกขึ้น

               “สกุลเฟยหรือ”เสียงของคุ้นเคยดังขึ้น ใช่แล้วเสียงของเยี่ยนเฟยผู้หายไปนานนับเดือน “คงไม่ใช่สกุลเฟยที่ปกครองอาณาจักรเฟยหรอกนะ”เสียงของเยี่ยนเฟยเต็มไปด้วยความคุกคาม

               หนิงหรงหันกลับไปมอง เยี่ยนเฟย ยังเหมือนวันวานใบหน้าขาวผ่องเรียวยาว คิ้วเข้ม จมูกโด่ง รับกับริมปีปากบางเฉียบ และคางที่สวยได้รูป ทุกอย่างรวมออกมาเป็นหนุ่มรูปงาม บวกกับร่างกายสูงโปร่งมีมัดกล้ามนั่น ยิ่งทำให้หนิงหรงเผลอเหม่อมองอยู่ครู่นึง ยิ่งเมื่อเจ้าตัวแผ่จิตสังหารคุกคาม ยิ่งทำให้คล้ายสัตว์ป่าดุร้ายกระหายเลือด อันตรายแต่ว่าทรงเสน่ห์

               “หมับ!”มือของใครบางคนคว้าลงบนแขนเธอ หนิงหรงหันไปมอง บัดนี้ข้างกายเธอ มีเด็กชายตาสีเงินยืนเคียงข้าง หนำซ้ำยังจับแขนเธอไว้ เขามีสีหน้าไม่พอใจยามที่มองหน้าเธอ

‘ไม่พอใจอะไรหว่า’หนิงหรงงุนงงกับเจ้าเด็กน้อย

               “ถูกต้องเป็นสกุลเฟย ที่ปกครองอาณาจักรเฟย”เด็กชายตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา ขณะกระตุกยิ้มอย่างผู้ที่เหนือกว่า

               หนิงหรงมองเยี่ยนเฟยและเด็กชายส่งสายตาปะทะกันไปมาจนแทบจะมีไฟลุกท่วม ด้วยความงุนงง มองทั้งคู่ที่มาถึงก็ทำท่าจะตีกันด้วยความไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายนางจึงตัดสินใจทำลายบรรยากาศแปลกๆนี่ทิ้ง

               “เยี่ยนเฟย...เจ้าพึ่งมาถึงหรือ”หนิงหรงถามขึ้น ขณะยิ้มให้

               เยี่ยนเฟยหันมายิ้มตอบ ทำให้โลกดูสว่างไสวขึ้นภายในพริบตา

               “ขอรับ พึ่งมาถึง คุณหนูสบายดีหรือไม่”น้ำเสียงอ่อนโยนเต็มไปด้วยความห่วงใยของเยี่ยนเฟย ทำให้จิตสังหารของเด็กชายพวยพุ่ง

                ยิ่งเมื่อหนิงหรงแกะมือเด็กชายออก เด็กชายยิ่งมีสีหน้าโกรธจัด

               หนิงหรงทำท่าจะก้าวเข้าไปหาเยี่ยนเฟย ถามไถ่ถึงช่วงเวลาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาและเล่าเรื่องมากมายให้ฟัง กลับถูกเด็กชายคว้าแขนไว้อีกครั้ง

คราวนี้หนิงหรงเริ่มจะหงุดหงิด นางจะคุยกับชายหนุ่มรูปงาม ไอ้เด็กน้อยนี่ทำไมชอบทำตัวเป็นมารผจญอยู่เรื่อย หนิงหรงถลึงตาใส่เจ้าเด็กน้อยอย่างไม่พอใจ

               “เจ้าเป็นภรรยาข้า ห้ามสนิทสนมกับชายอื่น”เสียงของเด็กน้อยออกคำสั่งเต็มไปด้วยความจริงจังจนหนิงหรงขนลุกกับคำพูดที่ออกจากปากเด็ก ที่ฟังดูแก่แดดเกินวัย

               หากว่ามีชายหนุ่มรูปงามมาพูดเช่นนี้ด้วยนางรู้สึกดี แต่นี่คนพูดเป็นเด็กแค่หกขวบ

               บรึ้ยยย คิดแล้วก็ขนลุก นางไม่ชอบเลี้ยงต้อยหรอกนะ ดูท่าว่าต้องพูดกับเจ้าเด็กน้อยนี่ให้รู้เรื่อง ไม่อย่างนั้นเจ้าเด็กจอมโมเมนี่ก็จะทึกทักเอาว่าเธอยินยอมเป็นเมียในอนาคต

               “ฟังให้ดีนะ เจ้าหนู!”หนิงหรงกล่าวโดยลืมไปว่าตัวเองแค่สี่ขวบ ขณะดึงมือเด็กน้อยออกจากแขนตน

               “เจ้ามันแค่เด็กหกขวบ คนอย่างข้าไม่มีทางชอบเด็กน้อยอย่างเจ้าแน่นอน รู้เอาไว้ด้วย!”หนิงหรงประกาศ

               “เจ้าก็เด็กแค่สี่ขวบ เป็นเด็กน้อยยิ่งกว่าข้า”เด็กชายโต้อย่างไม่ยอมแพ้ “แล้วข้าก็ไม่ใช่แค่เด็ก ข้าเป็นราชนิกูลสูงส่งของอาณาจักรเฟย มีทั้งอำนาจทั้งเงินทอง ที่ไม่ว่าใครหน้าไหนก็เทียบไม่ได้ เจ้าเป็นภรรยาข้า เจ้าจะมีทุกสิ่งอย่างที่เจ้าต้องการ เมื่อเจ้าเป็นภรรยาข้า ย่อมมีข้าผู้สูงส่งคอยปกป้องดูแลเจ้า”เด็กชายกล่าวด้วยน้ำเสียงหยิ่งทะนงในชาติกำเนิดและอำนาจที่ตนมี

               หนิงหรงฟังแล้วอยากเอาเท้าก่ายหน้าผาก โอ้ยกลุ้มคะ!

“ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่อง สถานะ หรืออำนาจเงินทอง ข้าหมายถึง...”หนิงหรงเหยีดยิ้มร้ายกาจ กวักมือเรียกให้เยี่ยนเฟยเดินเข้ามาใกล้

               “เจ้าดูให้เต็มตา ว่าคนอย่างเจ้าสู้อะไรชายผู้นี้ได้บ้าง”หนิงหรงเหยียดยิ้มชั่วร้าย

               เด็กชายมีสีหน้าดำทะมึนดูโกรธจัดเมื่อกำลังจะถูกเปรียบเทียบกับคนที่เห็นแล้วขัดตา ขณะที่เยี่ยนเฟยแสยะยิ้ม

               “เจ้าดูให้ดี คนผู้นี้รูปร่างสูงโปร่ง กำยำเต็มไปด้วยกล้ามมัดแข็งแกร่ง ใบหน้าเรียวยาว คิ้วได้รูป จมูกโด่ง ริมฝีปากบางแดงเรื่อ รับกับคาง ประกอบออกมาเป็นชายหนุ่มรูปงามราวกับภาพวาด”หนิงหรงผายมือไปทางทางเยี่ยนเฟย กล่าวชื่นชมรูปโฉม จนผู้ชายทั้งหลายฟังแล้วยังกระดากอาย

               “แล้วเจ้าละ ตัวเล็กนิดเดียว แขนขาสั้นๆ ใบหน้าก็แค่เด็กน้อยน่ารักน่าเอ็นดู เจ้ามีอะไรเทียบกับชายหนุ่มรูปงามได้บ้าง!!”

               คำพูดของหนิงหรงรุนแรงเสียจนสั่นสะเทือนหัวใจของเด็กน้อยให้แตกร้าว ดวงตาไหววูบด้วยความตกตะลึง เด็กน้อยผู้หยิ่งทะนงในตนเอง ภาคภูมิใจในความสูงส่งที่ตนมี มาบัดนี้เพิ่งได้ลิ้มลองความพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกในชีวิต คำวิจารณ์ของหนิงหรงทำลายความภาคภูมิใจของเด็กน้อยจนสิ้น

               ใช่แล้วต่อให้เขามีทุกสิ่งเหนือกว่าเจ้าหนุ่มรูปงามนั่นแล้วอย่างไร เพียงแต่เขาบัดนี้เป็นเพียงเด็กชายคนนึง ไม่อาจเทียบกับบุรุษที่เติบโตเต็มวัยแล้วได้ ไม่มีสิ่งใดสู้ได้เลย

               “อ่า...ยังมีๆ”หนิงหรงทำท่าเหมือนเพิ่งนึกได้ “บัดนี้เยี่ยนเฟยก้าวขึ้นสู่ระดับยอดยุทธแล้ว..”หนิงหรงเยาะเย้ยเด็กน้อย

               “เจ้าอยู่แค่ระดับห้า เจ้ามีอะไรสู้คนผู้นี้ได้ อย่างน้อยๆจะเป็นสามีข้า เจ้าต้องรูปงามสู้คนผู้นี้ให้ได้ หนำซ้ำต้องมีพลังยุทธสูงส่งด้วย”หนิงหรงกล่าววาจาใจร้ายทำร้ายจิตใจเด็ก

               เด็กน้อยกำหมัดแน่น มีสีหน้าเจ็บปวด กับความจริงที่โหดร้าย ทว่าเพียงพริบตาเดียว ขณะที่คลายหมัดออกก็กลับคืนสู่ความเยือกเย็นและหยิ่งทะนงอีกครั้ง

               หนิงหรงเห็นแล้วประหลาดใจที่เจ้าเด็กน้อยกลับเป็นปกติได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ และนางก็เริ่มมีลางสังหรณ์ไม่ดีว่า หลังจากนี้ชีวิตนางต้องพบเจอกับความวุ่นวายแน่นอน

               “วันนี้ข้าอาจจะยังสู้คนผู้นี้ไม่ได้ วันนึงในอนาคต เมื่อข้าโตขึ้น ข้าต้องรูปงามกว่า วรยุทธสูงส่งกว่าชายผู้นี้อย่างแน่นอน!”เด็กชายประกาศอย่างมั่นใจ

               “อนาคตเจ้าต้องเป็นภรรยาของข้า เฟยหานตงผู้นี้!”เด็กน้อยประกาศ ขณะเชิดหน้าอย่างหยิ่งทะนง

               ใช่แล้ว...คนสกุลเฟยล้วน เกิดมารูปงามทั้งสิ้นไม่ว่าบุรุษหรือสตรี เขาเองก็ยังถูกยกย่องว่าในอนาคตต้องรูปงามมากเช่นกัน

               หนิงหรงอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก ถึงเจ้าเด็กนี้จะมีเค้าความงามเมื่อโตขึ้น แต่เธอก็ไม่คิดว่าเด็กคนนึงจะมีความมั่นใจในตนเองได้ขนาดนี้

               “ฮึ ฮึ”หนิงหรงหัวเราะชั่วร้าย

               “ไว้เจ้าโตเป็นหนุ่มรูปงามเมื่อไหร่ค่อยมาพูดเรื่องนี้กับข้าเถอะเจ้าเด็กน้อย!”หนิงหรงว่า ก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินจากไปโดยมีเยี่ยนเฟยตามประกบ ปล่อยให้เด็กชายยืนนิ่งค้างกับสิ่งที่ได้ยิน

‘ใช่แล้วต้องรอให้ข้าเติบโตก่อน...ถึงเวลาข้าจะมาทวงภรรยา!’เด็กชายครุ่นคิด

               แม้ความจริงแล้วเรื่องธรรมเนียมลวนลามบุรุษนั้น จะมีช่องว่างโดยที่บุรุษตัดสินใจเลือกได้ว่าจะยินยอมรับ สตรีเป็นภรรยาหรือไม่ แต่ทางเชื้อพระวงศ์นั้นแตกต่าง เมื่อถูกสตรีคนแรกลวนลาม จะถือเป็นโชควาสนาของบุรุษและสตรี หากเมื่อบุรุษพึงพอใจย่อมต้องยกสตรีผู้นั้นเป็นภรรยาของตน ยิ่งเมื่อลั่นวาจาออกไปแล้วยิ่งต้องทำตาม! ทว่าบ่อยครั้งเช่นกันที่มีสตรีคิดทอดกายยั่วยวนแน่นอนว่าสตรีเหล่านั้น ล้วนเป็นได้แค่ของเล่นบุรุษ โดยบุรุษปฏิเสธได้

               แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สตรีล้วนต้องระมัดระวัง เมื่อพบผู้ชายจากอาณาจักรเฟย พวกเขาจริงจังกับคำพูดของตน ยิ่งเมื่อลั่นวาจาจะรับภรรยาแล้ว พวกเขายิ่งไม่มีทางยอมปล่อยมือ หากสตรีที่ต้องการเพียงแค่บุรุษมาสนองความต้องการชั่วคราวของตน พวกนางจะถอยห่างจากคนอาณาจักรนี้ ยิ่งสตรีทั่วไปต่อให้ชอบพอบุรุษอาณาจักรเฟยแค่ไหน พวกนางก็แทบจะไม่กล้าเข้าไปลวนลาม ด้วยพลังยุทธสูงส่งของบุรุษหากบุรุษไม่ชอบพอสตรีผู้ใดมักใช้วิธีฆ่าทิ้งเสีย หากพวกนางลงมือลวนลาม พวกนางจะได้ไม่ใช้มาเป็นข้ออ้างเพื่อแต่งงาน ดังนั้นบุรุษอาณาจักรเฟยจึงถูกวางไว้เป็นของสูง ที่สตรีห้ามแตะต้องอย่างเด็ดขาด พวกเขารักและเกลียดได้รุนแรงจนสะเทือนฟ้าดิน!!!

               “เสี่ยวเมิ่งเชิญคุณชายกับคนกลุ่มนี้ไปพักผ่อนสะ”หนิงหรงหันไปสั่งเสี่ยวเมิ่งที่ยืนรออยู่หน้าประตู ตอนนี้องครักษ์ทั้งหมดของเธอมารวมตัวอยู่บริเวณนี้หมดแล้ว คาดว่าพวกเขาคงจัดการทุกอย่างหมดแล้วทั้งห้องพัก อาหารคน และอาหารเจ้ากระต่าย

“ส่วนเจ้า เยี่ยนเฟย”หนิงหรงหันไปมองคนที่เดินตามหลังมา “รีบกลับไปพักผ่อนเสีย พรุ่งนี้ข้ามีเรื่องมากมายที่อยากรู้จากเจ้า”กล่าวจบหนิงหรงก็เดินตรงกลับเข้าห้องนอน สั่งจ้าวอี้หานและจ้าวจื่อหานยืนเฝ้าหน้าห้องห้ามใครเข้ามารบกวนเวลาเดินลมปราณของนางนับจากนี้ไปเป็นเวลาสองชั่วโมง

              _____________________________________________________________________________________________________________________
พี่เยี่ยนช่างกลับมาได้จังหวะจริงๆ คนเขากำลังจองภรรยาในอนาคตอยู่ มาขัดเขาจนได้ แต่ด้วยความหล่อที่พี่เยี่ยนมี ยกนี้พี่เยี่ยนชนะคะ 555555แอบสงสาร เฟยหานตงเจ้าเด็กน้อย ถูกนางเอกเราทำร้ายจิตใจ55555 

ตอนต่อไป
13.แม่ทัพหงซือจง

ความคิดเห็น