ตอนที่ 39 [100%]
โดย  

>>ตอนที่ 39 [100%]<<


“...”


“มึงไม่เจออย่างกู มึงไม่รู้หรอก มึงมองว่ามันน่ารัก...แต่มึงแน่ใจเหรอว่ามันจะเป็นแบบที่มึงคิด” เอาแล้วไง งานไซโคก็มา มีการเร่งวอลุ่มเพื่อให้คนในห้องอย่างผมได้ยินด้วยนะ


“ใช่ กูไม่รู้...แต่ที่กูคบกันก็เพื่อเรียนรู้ซึ่งกันและกันไม่ใช่เหรอวะ มึงพูดได้หนิ กูเป็นยังไงมึงรู้ดี เพราะมึงเองเป็นเพื่อนสนิทกูไง...ไม่ใช่สามที่เพิ่งมารู้จักกู ตอนนี้ไม่ใช่เวลาของมึงแล้วเว้ย มันเป็นเวลาของกูกับสามที่ต้องดูใจกัน มึงเข้าใจใช่ปะ...กูไม่โสดแล้ว ไม่มีช่องว่างมาให้มึงทำแต้มในตอนนี้” โด้...พี่โซฮานตายไปยังครับ โดนดาเมจแรงขนาดนี้ เป็นสามหน้าหงายไปแล้ว


“นี่มึงแคร์มันมากกว่ากูเหรอ”


“ใช่ ตอนนี้กูต้องแคร์เขา เพราะเขาเป็นแฟนกู...ในขณะที่มึงทำเหมือนจะแทรกแซงความรักของกู ถ้ากูกับสามจะเลิกกัน มันต้องไม่เป็นเพราะมึงเว้ย หยุดยื่นมือมาขวาง...หยุดหาเรื่องทำลายความรักของกู ขอร้อง...ถ้ายังอยากเป็นเพื่อนกูอยู่” ฉิบหาย ถ้าผมโดนช็อตนี้ ผมคงตายแบบไม่มีวันฟื้นแน่นอน


“ทั้งที่กูมาก่อน...” พี่โซฮานเอ่ยเสียงเบาและเศร้ามาก


“แต่มึงไม่คว้ากูเอาไว้ก่อน ถูกปะ...กูอยู่กับมึงมาตลอด มึงมีโอกาสมาตลอด แต่มึงไม่เอาไว้เอง ตอนนี้จะมาอยากได้...ไม่ได้วะ มันต้องไม่ใช่ตอนที่กูมีแฟนแล้ว” ไม่รู้เลยว่าการใช้คำพูดที่อ่อนโยนกว่านี้เพื่อถนอมน้ำใจเพื่อน กับคำตรงๆ ให้ตัดใจ แบบไหนมันดีต่ออีกฝ่ายมากกว่ากัน


ผมนั่งหันหลังพิงประตูด้วยความแผ่วเบา สิ่งที่ผมทำลงไปนั้นมันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเพื่อดึงพี่มะเดี่ยวมาเท่านั้นเอง ไม่คิดหรอกว่าจะกลายเป็นแบบนี้ ก็รู้สึกแย่นิดหน่อย เหมือนทำให้เพื่อนทะเลาะกัน แต่พอได้รู้ว่าพี่โซฮานแกชอบพี่มะเดี่ยว ผมคิดว่าที่ผมทำลงไปน่ะมันถูกแล้ว ผมคิดเหมือนพี่มะเดี่ยวนะ...ถ้าเราจะต้องเลิกกัน ผมไม่อยากให้เป็นเพราะมือที่สาม หรือเพราะผู้ไม่หวังดี


แต่พี่มะเดี่ยวก็รู้ว่าพี่โซฮานชอบนี่...เหนือคาดวะ


พี่เขารู้ก่อนจะคบกับผม หรือมารู้หลังคบผมแล้วล่ะ...ผมไม่มั่นใจเท่าไหร่ อาจจะต้องรอถาม และคิดว่าการถามออกไปเลยน่าจะดีที่สุดในสถานการณ์แบบนี้ ไหนๆ ก็แอบฟังมาขนาดนี้แล้ว จะปล่อยให้มันคาใจทำไมจริงไหม มีอะไรก็จะได้รับมือทัน ยกเว้นโดนตีนอะ...อันนั้นน่าจะรับมือไม่ไหว


เรื่องชกต่อยผมไม่สู้ รู้ตัวว่าสู้ใครไม่ได้ทั้งนั้น เรื่องโต้เถียง...เรื่องฝีปากกล้า ผมก็ไม่อาจหาญพอจะโต้กับใคร ยิ่งอีกฝ่ายใช้อารมณ์ในการด่า...ผมยิ่งไม่เอาด้วยเด็ดขาด ไม่อยากพูดแบบนี้หรอกนะ แต่ที่บ้านสอนมาดี อย่าไปเถียงกับคนที่เข้ามาด่าเราหรือใช้อารมณ์กับเรา เพราะมันหมายถึงการต่อความยาวและอาจบานปลายไปถึงการใช้กำลัง หมาที่บ้านผมยังสู้แรงมันไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับแรงคนล่ะ


แต่การที่ผมไม่สู้...ใช้กำลังไม่เป็น เถียงไม่ทัน ไม่ได้หมายถึง...ผมเป็นคนยอมคน


คนเรามีสองด้านอะฮะ ผมก็ด้วย...อาจไม่เก่งเท่าคนอื่นหรอก แต่ถ้าต้องสู้เพื่ออะไรสักอย่าง ผมก็ทำได้นะ ดีไม่ดีไม่รู้ สู้เพื่อตัวเองไว้ก่อนก็ถือว่าไม่แย่ แล้วการที่ผมสู้เนี่ย...หมายถึงผมกำลังปกป้องตัวเอง กรณีพี่โซฮานจะเข้ามาตัดความสัมพันธ์ของพี่มะเดี่ยวกับผมเนี่ย ก็เป็นอีกเรื่องที่...ถ้าผมไม่ทำอะไรเลย ผมก็จะโดนถีบออกมาได้ง่ายๆ ผมไม่รู้หรอกว่าพี่มะเดี่ยวจะปกป้องผมได้แค่ไหน จะไหลไปตามคำยั่วยุของเพื่อนตัวเองมากเท่าไหร่


เพื่อนมันสามารถเอาความสนิทสนมมาเป็นตัวยึดได้ แต่ผมมาทีหลัง...ขืนผมนิ่งๆ มึนๆ ปล่อยมันไว้อย่างนั้นเลยไม่ทำอะไร แล้วยังไง...สุดท้ายก็จะต้องหลังเดาะเพราะคนอื่นที่ไม่ใช่เราทั้งคู่เงี่ยเหรอ?


ผมอาจไม่เคยจริงจังกับใคร...แต่ทุกคนที่ผมเลิกด้วยไม่เคยมีเรื่องมือที่สามเข้ามาแทรกให้ผมเห็นนะ ขอย้ำว่าไม่เห็น ไม่รู้ ลับหลังเป็นไง...ช่างหัวมัน นั่นคืออีกฝ่ายเลือกแล้วว่าจะไปหาคนที่ดีกว่าเรา อันนั้นเราไม่ว่า แต่ต่อหน้า...อย่า!


ปัง!


เสียงปิดตูห้องเล่นเอาผมสะดุ้งโหยงขึ้นมา ก็มันดังนี่ ประตูห้องผมไม่พังใช่ไหม แล้วพี่โซฮานหรือเปล่าที่ออกไป ผมไม่คิดว่าเป็นพี่มะเดี่ยวอะ เขาไม่มีเหตุจำเป็นให้ออกจากห้องของผม รู้สึกผิดอะ...แต่ถ้าไม่ทำก็เหมือนไอ้โง่ ไม่รู้ดิ บางทีเหตุผลต่างๆ นาๆ ที่เราเอามาพูดกับตัวเองเนี่ยมันก็เพื่อปกป้องตัวเองไม่ให้รู้สึกแย่ไปกับสิ่งที่ได้ทำลงไปก็ได้


“น้องสาม...” เสียงทุ้มดังขึ้นมาเหนือประตูที่ผมนั่งพิง


“ครับ” ผมขานตอบ แต่ก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม


“ได้ยินอะไรปะ...” ถามแปลกๆ หูไม่หนวกอะนะ


“พี่คิดว่าไงล่ะครับ” เปล่ากวนกลับนะ ก็แค่รอฟัง


“เรามาคุยกันหน่อยไหมครับ” เพราะไม่ได้ล็อกห้อง พอพี่มะเดี่ยวหมุนลูกบิด ประตูก็เปิดออก ผมเกือบหงายเงิบเพราะประตูมันเปิดออกด้านนอกห้องไง ความรักวิ่งเข้ามาก่อน มันกระโดดขึ้นที่นอนแล้วมองเราทั้งคู่ตาแป๋ว


ผมลุก เดินไปนั่งข้างกับความรัก พี่มะเดี่ยวปิดประตู จากนั้นถึงได้นั่งอีกข้างของความรัก กลายเป็นระหว่างเราถูกคั่นกลางด้วยหมูน้อยแสนเสือกตัวหนึ่ง ฟังภาษาคนก็ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะเสนอหน้าดำๆ ของตัวเองทำไม แต่ผมก็ลูบหัวของมันเล่นระหว่างรอพี่มะเดี่ยวแกคิดว่าจะพูดอะไร


“มีอะไรจะถามไหม...” นี่คือการเปิดประเด็นเหรอ ให้ผมถามเนี่ยนะ ไม่ล่ะ...


“พี่มีอะไรจะบอกไหมดีกว่า...” ผมหันไปยิ้มให้ พี่เขายิ้มไม่ออก ถอนหายใจแล้วจ้องตาผมนิ่ง


“พี่มารู้ว่าโซฮานชอบพี่ก็ตอนที่เราไปตรอกข้าวสารกันวันนั้น” อ๋อ วันนั้นผมจำได้ดี เราเพิ่งกลับมาคุยกันอีกครั้ง


“เมื่อไม่นานนี้...”


“ใช่ เพราะเรื่องที่มันไปพูดกับสามทำให้สามเข้าใจพี่ผิด ที่จริงมันก็พูดในทำนองเดียวกันกับพี่เหมือนกัน แต่มันก็เพื่อนพี่อะ...พี่ไม่อยากขายมัน สามเข้าใจใช่ไหม” พยักหน้าให้ สามดูโง่หรือไงวะเฮ้ย อนาคตครูนะเนี่ย เรื่องแค่นี้ผมเข้าใจอยู่แล้วล่ะ


“ครับ ผมเข้าใจ”


“ก็กดดันจนมันสารภาพออกมา แต่พี่ตัดสินใจคบสามแล้วไง มันมาบอกตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ วันนั้นมันขอโทษพี่...ขอให้เราเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม พี่ไม่เคยโกรธอยู่แล้ว ก็เลยปล่อยเลยตามเลย จนมาวันนี้...ที่พี่รู้สึกว่ามันใช้คำพูดไม่ค่อยดีกับสาม แล้วยังไม่ยอมบอกพี่ด้วยว่าสามซื้อข้าวมาให้ มันเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แหละ แต่มันทำเพื่ออะไรก็ใช่จะดูไม่ออกอะ”


“ผมเข้าใจนะ พี่เขามาก่อนผม...”


“ไม่เกี่ยวหรอกสาม มาก่อนมาหลังมันไม่สำคัญ มันสำคัญที่ว่า...เราเป็นอะไรกัน ถ้าพี่โสดแล้วมันสารภาพกับพี่แบบนี้ พี่ก็ยอมรับนะว่าอาจจะลองคบกับมันดู มันไม่ใช่คนที่แย่อะ ก็คนดีคนหนึ่งนั่นแหละ แต่ตอนนี้พี่มีสามแล้วไง...มันเลยเป็นไปไม่ได้”


“พี่เขาก็พยายามทำให้มันเป็นไปได้อยู่ไง” รอยยิ้มผมใสซื่อนะ พี่มะเดี่ยวกระตุกยิ้มตอบ


“โดยการทำให้เราทะเลาะกันอีกเงี่ยเหรอ...”


“เปล่า ด้วยการทำให้ผมไม่มีที่ยืน...ทำให้ผมรู้สึกแย่ที่ต้องอยู่คั่นกลางระหว่างพี่สองคน ซึ่งมันได้ผลนะ” ผมถึงได้หาทางสู้แบบเนียนๆ นี่ไงล่ะ


“สาม...” พี่มะเดี่ยวลูบหัวขณะสบตากับผม


“พี่อยากให้สามเชื่อใจพี่นะ” เชื่อใจพี่แต่ไม่เชื่อใจพี่โซฮานได้ไหมล่ะ


“ครับ...” ยิ้มตอบบางๆ


“โซฮานมันน่าจะเลิกยุ่งแหละ พูดไปขนาดนั้นแล้ว” นั่นแหละส่วนที่ไม่น่าไว้ใจ เลิกยุ่งก็ดี อย่ามาแว้งกัดผมทีหลังแล้วกัน…อันนี้ผมกลัวนะ กลัวการใช้กำลังในการตัดสินปัญหาน่ะ


“อื้อ พูดแรงเชียว...”


“ปกติหนิ” ปกติบ้านพี่คนเดียวเหอะ ยังมีหน้ามายิ้มกว้างอีก


“ครับ ปกติก็ปกติ ตามนั้นเลย” ผมไม่เถียง...เพราะผมจะไม่สู้


“สาม...”


“ครับ?” ก็มองหน้ากันอยู่ จะเรียกกันทำไมละ?


พี่มะเดี่ยวเลื่อนมือจากหัวมาไล้ที่ผิวแก้ม ก็ไม่ได้อยากเขิน แต่ขอเขินได้ปะละ นิ้วโป้งอันหยาบกระด้างเหมือนกระดาษทรายของพี่เขาเกลี่ยที่ริมฝีปากของผมเบาๆ ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะเคลื่อนเข้ามาใกล้ ลมหายใจเจือกลิ่นยาสีฟันอ่อนๆ ตกกระทบจมูก พร้อมกับภาพดวงตาระยะประชิดและ...


...ริมฝีปากนุ่ม


เรายังคงสบตากันแม้ว่าสัมผัสนุ่มนวลจะเคลื่อนออกไปช้าๆ หน้าร้อนฉ่าเหมือนกับเตาไฟฟ้าที่ถูกเปิด ทว่าถึงจะตื่นเต้นแต่ผมก็ไม่สามารถละสายตาจากดวงตาของพี่เขา รอยยิ้มบางบนใบหน้าคร้ามคมของอีกฝ่ายถูกหยิบยื่นมาให้กับผมที่นิ่งงันราวกับโดนแช่แข็ง


“อะเอ่อ...เราออกไปเก็บของที่โต๊ะกันเถอะครับ” เพราะความรักมันดิ้นแด่วๆ อยู่ระหว่างเรา ผมเลยได้สติขึ้นมา


“เอาสิ แต่พี่ยังไม่อิ่มนะ...”


“งั้นไปกินต่อ”


“ไม่ จูบยังไม่อิ่มอะ...”


“ฮะ...อื้ม” ดีครับดี...เมื่อกี้ที่นุ่มนวลคือหลอกกันใช่ไหม


พี่มะเดี่ยวจู่โจมริมฝีปากผมอีกครั้งด้วยความรุนแรง ก็ไม่เชิงดุเดือดขนาดช่วงชิงลมหายใจ แต่มันก็รุกเร้ามากกว่าครั้งที่แค่สัมผัสกันเบาๆ เท่านั้น ร่างบางๆ ของผมถูกรวบด้วยวงแข็งแรง ความรัก...มึงไปโทษพี่มะเดี่ยวนะที่ทำให้แกโดนบีบเป็นหมูแผ่นแบบนี้ ป๊าไม่เกี่ยวนะโว้ย


ลิ้นชุ่มชื้นเลาะเล็มที่ริมฝีปาก พยายามสอดใส่เข้ามาจนผมไม่อาจต้านได้ ต้องเปิดปากรับมันอย่างจำยอม...ความวุ่นวายเกิดขึ้นในร่างกายของผม มันเป็นอารมณ์ที่มนุษย์ทุกคนล้วนมี และตอนนี้มันก็ช่างปั่นป่วนเพียงเพราะพี่มะเดี่ยวใช้ลิ้นของตัวเองป้วนเปี้ยนไปตามไรฟันและหยอกล้อลิ้นเล็กกว่าของผม ก็อยากจะตอบโต้อยู่หรอก...แต่ไม่เชี่ยวชาญขนาดนั้น ก็เลยทำได้แค่เงอะๆ งะๆ ไปตามประสาของเดอะสามผู้มีหน้าเหมือนหมูหุ่นเหมือนหมาเท่านั้น


“อื้อ...” ลมหายใจแทบจะหมดอยู่รอมร่อ แต่พี่เขากยังเอาแต่ใจไม่ยอมคลายผมออกเสียที ผมพยายามใช้มือดันอกแกร่งของพี่เขาออกหน่อยเพื่อให้เขารู้ว่าผมหายใจไม่ค่อยจะทัน พี่มันกลับรวบมือของผมเอาไว้ด้วยมือเดียว


พี่โว้ย...พี่มึงจะฆ่ากูหรือไงวะพี่!


“แฮ่ก...อื้อ” แหนะ พอให้หายใจก็ให้หายใจได้อยู่เฮือกเดียว นี่กะเอาให้อิ่มหนำสำราญไปเลยใช่ไหม


ความรักดิ้นจนสามารถหลุดออกไปจากผมสองคนได้ มันไปอยู่ไหนไม่รู้ สัมผัสได้แค่วนอยู่รอบเนี่ยแหละ แล้วตอนนี้ร่างของผมก็แนบชิดกับพี่มะเดี่ยวไปเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับความเลอะเทอะที่มุมปาก น้ำลายมันซึมหน่อยๆ จากการโหมจูบดุเดือดของพี่เขาเนี่ยแหละ ถ้ายืนอยู่...ผมว่าผมคงยืนอยู่กับที่ได้ไม่นาน อะไรจะโหยหิวขนาดนั้นครับ ผมนี่อิ่มจนท้องใกล้แตกอยู่แล้วนะ...


“แฮ่กๆ...ไอ้...พี่บ้า” กว่าจะปล่อยให้เป็นอิสระได้ ผมแทบหายใจไม่เป็นอยู่แล้วเนี่ย


“ก็ใครให้เราปากนิ่มกินอร่อยขนาดนี้” นี่ความผิดผมเหรอ...ตลกเหอะ มันคือความตะกละตะกลามของพี่มากกว่าไหมล่ะ


พี่มะเดี่ยวใช้นิ้วสากๆ ของตัวเองเช็ดที่มุมปากเปื้อนน้ำลายให้กับผม ก่อนจะกดย้ำริมฝีปากตัวเองมาอีกครั้งเบาๆ ราวกับต้องการย้ำและตีตราว่าปากนี้ข้าได้ครองแล้ว พี่...คนอื่นก็ได้ครองมาแล้ว แค่ไม่ดุเดือดเท่าพี่เท่านั้นอะนะ ตอบไปแบบนี้หัวหลุดแน่นอน...โดนตบหัวกระเด็นข้อหากวนตีนไม่รู้เวล่ำเวลา


แหม...สามก็หาเรื่องแก้เขินไหมล่ะ


“ปะ ออกไปเก็บโต๊ะกัน”


“กว่าจะออก นึกว่าต้องเสร็จพี่ก่อนแล้ว…” เปรยแผ่วเบากับตัวเอง ลืมไป…ไม่ได้อยู่กับความรักสองตัว


“ก็อยากนะ…เอาปะละ”


“ไม่ๆ พอเลย..ไม่หื่นดิ” รีบเอามือทั้งสองยันอกพี่แกออก เพราะเขาตั้งท่าจะโถมน้ำหนักใส่ร่างของผม


“ไม่หื่นได้ไง ผู้ชายไม่หื่นนี่ก็พิการแล้ว” จริงดิวะ ไม่หื่นนี่เท่ากับพิการเลยเหรอ? แต่ผมก็หื่นนะ...แฮ่ๆ


“เวอร์” คิดก็หน้าแดง บ้าไปแล้ว...ไม่เอาดิ ฉากบนเตียงมันควรอยู่ตอนพิเศษปะวะ ตอนนี้ไม่ควรดิ้ เพิ่งคบกัน...รีบไม่ได้ รักนวลสงวนตัวคือสิ่งที่เดอะสามคนนี้ต้องทำถูกปะ


แต่ว่า...ก็อยากลองนะ!


….100%….


พี่มะเดี่ยวเป็นคนตรงมาก…ไล่ตรงๆ ความวงความหวังอะไรไม่ให้เพื่อนทั้งนั้น โอ้ยยยยย แอบฮุ้บพี่มะเดี่ยวไว้คนเดียวได้มิได้มิได้มี๊~!!!

ตอนต่อไป
ตอนที่ 40 [100%]

ความคิดเห็น