96.00
ราคาของทุกตอน ไม่รวมตอนที่เคยซื้อไปแล้ว
รายละเอียด
เหรียญทองแดงเหรียญที่หนึ่งแสน...หรือหากนับเป็นเงินตำลึงก็คือหนึ่งร้อยตำลึงครบถ้วนพอดิบพอดีหย่อนลงไปพร้อมกับความหวังที่จะเป็นจริงในวัยปักปิ่นของสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นสะใภ้เลี้ยงในจวนตระกูลอู่อย่างฝูเหลียน
ฝูเหลียน กัดริมฝีปากที่แตกแห้งจนห้อเลือด นางทรุดกายลงนั่งบนพื้นดินที่เย็นเฉียบหลังเรือนซักล้าง มือที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยแผลจากการขุดดินปลูกผักมานับสิบปีสั่นเทาขณะหย่อนเหรียญสุดท้ายลงในถุงผ้าป่านเก่า ๆ ที่ซุกซ่อนเอาไว้ไม่ให้ใครพบ
สิบปีแล้วที่นางไม่ได้กินอิ่ม สิบปีที่นางยอมนอนบนฟางข้าวเยี่ยงสุนัขตัวหนึ่ง เพียงเพราะคำสัญญาของ อู่มู่เหอ ที่ว่า “หากเจ้าหาเงินมาให้ข้าได้ครบหนึ่งร้อยตำลึง ข้าจะตบแต่งเจ้าเป็นภรรยาเอก ให้เจ้าพ้นจากฐานะบ่าวไพร่ในจวนนี้เสียที”
วันนี้คือวันทำพิธีสวมกวานของอู่มู่เหอ และควรเป็นวันปักปิ่นของฝูเหลียนแต่นางไม่มีญาติที่เป็นของนางจริง ๆ จึงไม่มีใครทำพิธีให้ แม้อยากจะซื้อปิ่นให้ตัวเองก็ไม่กล้ากลัวเงินจะไม่ครบหนึ่งร้อยตำลึง
ในจวนสกุลอู่คึกคักไปด้วยขุนนางผู้ใหญ่ที่มาร่วมยินดีกับการเลื่อนขั้นของใต้เท้าอู่เหวินที่จะกลายเป็นรองเสนาบดีกรมโยธาและเป็นขุนนางขั้นสามที่จะสามารถประชุมเช้าในท้องพระโรงได้ นับว่าสกุลอู่มีหน้ามีตาขึ้นมากในรอบสิบปี
ฝูเหลียนอาบน้ำแต่งตัวหวีผมจัดทรงเรียบร้อยที่สุด นางสวมชุดสะอาดที่สุดเท่าที่มี หอบถุงเงินหนักอึ้งเดินผ่านฝูงบ่าวไพร่ที่มองนางด้วยสายตาเย้ยหยัน แต่สายตาสตรีแรกแย้มกลับมุ่งตรงไปยังเรือนใหญ่ หัวใจพองโตด้วยความหวังว่าวันนี้ชีวิตทาสที่ถูกตราหน้าว่าเป็น ‘สตรีไร้ยางอายตามตื้อบุรุษ’ จะสิ้นสุดลง
“พี่มู่เหอ... เงินหนึ่งร้อยตำลึง ข้าหามาครบแล้วเจ้าค่ะ” ฝูเหลียนคุกเข่าลงท่ามกลางแขกเหรื่อ ยื่นถุงเงินที่แลกมาด้วยทั้งชีวิตส่งให้บุรุษในชุดไหมสีแดงสง่างาม ยามเขารวบผมสวมกวานช่างหล่อเหลาเสียจริงจนนางอดตะลึงไม่ได้
อู่มู่เหอปรายตามองถุงเงินเปื้อนดินนั่นด้วยความรังเกียจ เขากระตุกยิ้มมุมปากก่อนจะหันไปสบตากับ หลินซูเมิ่ง มารดาของตนที่นั่งอยู่บนตั่งไม้ ริมฝีปากผู้เป็นใหญ่ ฝ่ายสตรีกดเป็นเส้นตรงก่อนจะยกขึ้นข้างเดียว คล้ายบอก กลาย ๆ ว่าอยากทำอะไรก็ทำ
“ร้อยตำลึงหรือ? ขอบใจเจ้ามากนะฝูเหลียน” เขาหยิบถุงเงินไปจากมือนาง แล้วส่งมันให้แก่สตรีโฉมงามที่นั่งอยู่ข้างกาย “แม่นางมู่นิยมชมชอบเครื่องประดับจากร้านหลิวอวี้ เงินร้อยตำลึงนี้ ข้ายกให้เจ้าเป็นค่าเครื่องประดับที่จะสวมในวันแต่งงานของเราก็แล้วกัน”
โลกทั้งใบของฝูเหลียนพังครืนลงมาในพริบตา เมื่อว่าที่สามีของนางบอกว่าจะแต่งงานกับแม่นางมู่!
“แต่งงาน...ท่านจะแต่งกับนาง? แล้วข้าล่ะเจ้าคะ? ท่านบอกว่าเมื่อข้าหาเงินได้ครบท่านจะ...” เอ่ยยังไม่ทันจบเสียงหนึ่งดังขัดขึ้น
“โง่เง่า!” หลินซื่อมารดาของอู่มู่เหอฮูหยินใหญ่จวนตระกูลอู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เงินแค่นั้นจะคู่ควรกับตำแหน่งฮูหยินเอกของลูกข้าได้อย่างไร ฝูเหลียน... เจ้ามันก็แค่หมาซื่อสัตย์ที่ข้าเลี้ยงไว้ใช้งานในจวนเท่านั้น ตื่นจากฝันกลางวันเสียที สตรีชั้นต่ำที่เนื้อตัวมีแต่กลิ่นดินอย่างเจ้า แค่ให้ที่ซุกหัวนอนในจวนนี้ก็นับว่าเมตตาหนักหนาแล้ว!”
สิ้นเสียงของฮูหยินใหญ่เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้น สร้างความอับอายให้กับฝูเหลียน แต่ไม่เจ็บปวดใจเท่ากับคนที่นางเชื่อว่าเขาจะจริงใจต่อนางเอ่ยถ้อยคำเหยียดหยาม
ฝูเหลียนมองอู่มู่เหอที่หัวเราะเยาะเย้ยนางร่วมกับบ่าวคนสนิทอย่าง อันเซิ่ง ความรักที่นางเพียรสะสมมานับสิบปีถูกเหยียบย่ำจนแหลกละเอียด นางถูกบ่าวลากตัวออกมาโยนทิ้งหน้าจวนสกุลอู่อย่างไร้ค่า ในมือเหลือเพียงเหรียญอีแปะเดียวที่บังเอิญร่วงหล่นอยู่ในสาบเสื้อ
ฝูเหลียนเดินโซซัดโซเซไปตามท้องถนนท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผาในฤดูแล้ง นางไม่รู้ว่าตัวเองจะไปที่ใด ในเมื่อชีวิตนี้สิ่งเดียวที่รู้จักคือตระกูลอู่ ที่ซุกหัวนอนตั้งแต่ตนเองอายุห้าหนาวหลังจากถูกซื้อตัวจากบ้านนอกมาเป็นสะใภ้เลี้ยง หรือก็คือการเป็นเจ้าสาวของชายใจอำมหิต
แต่นั่นกลับเป็นอดีตทันทีที่นางถูกไล่ออกจากจวน
นางไม่มีญาติให้พึ่งพาไม่มีบ้านให้กลับ สองเท้าเดินย่ำไปตามทาง ก้าวไปเรื่อยอย่างไร้จุดหมายจนกระทั่งนางชนเข้ากับแผงอกแกร่งของบุรุษผู้หนึ่งจนล้มลง หรือเรียกง่าย ๆ ก็คือนางหมดเรี่ยวแรงจะหยัดยืนด้วยตนเองต่อไปแล้ว เพียงแค่ผลักเบา ๆ ก็ล้มอย่างง่ายดาย
แต่กลิ่นหอมของไม้กฤษณาและไอเย็นจากเสื้อคลุมกายราคาแพงปะทะจมูกเล็ก ทำให้นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่ยืนสูงสง่าอยู่ตรงหน้า แววตาของเขาเยือกเย็นไร้แววเมตตา แต่กลับดูมั่นคงดั่งภูผาที่ไม่มีสิ่งใดสั่นคลอนได้
“ใต้เท้า...ข้าอยากรู้เสียจริงเจ้าค่ะ ทำไมจะมีสามีสักคนถึงได้ราคาแพงเช่นนี้...” ฝูเหลียนพึมพำเสียงเศร้าน้ำตาคลอเบ้าแบมือที่กำเหรียญอีแปะเดียวอย่างสั่นเทาก่อนหยาดน้ำตาจะหยดรดรินลงบนเหรียญ รอยดินที่เปื้อนเหรียญชัดขึ้นเมื่อถูกน้ำตาของนางชะล้าง
“ท่านใต้เท้าเจ้าคะ...หากข้าจะแต่งงานกับท่าน ต้องใช้เงินเท่าใดกันหรือเจ้าคะ?”
นางถามอย่างไร้เดียงสา ไม่คิดจะแต่งงานกับเขา จริง ๆ เพราะแค่ชายเสื้อของผู้สูงศักดิ์ท่านนี้นางยังไม่มีสิทธิ์แตะต้อง
ลู่จิ้งเหิง กั๋วกงผู้ที่คนทั้งราชสำนักขนานนามว่าเทพสงครามเขาอยู่เหนือคนนับหมื่นอยู่ใต้คนคนเดียว ขุนนางหนุ่มนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขามองเหรียญอีแปะที่เปื้อนคราบดินและน้ำตาในมือนาง ก่อนจะเอื้อมมือหนาไปหยิบมันขึ้นมามองอย่างพินิจพิเคราะห์
“อีแปะเดียว...”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่สั่นประสาทคนฟังเอ่ยขึ้นแล้วเว้นไปหนึ่งลมหายใจก่อนจะเอ่ยต่อ “อีแปะเดียวก็เกินพอสำหรับค่าสินสอดของข้าแล้ว”
เขาก้มลงช้อนร่างบางขึ้นมาแนบอก ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเหล่าทหารองครักษ์ที่ติดตามมาด้านหลัง
“กลับจวนกั๋วกง...พรุ่งนี้ข้าจะแต่งงาน”
รีวิวผู้อ่าน
0 รีวิว
จัดเรียงตาม
อ่านบนแอปฯ Fictionlog
ดาวน์โหลดแอปฯ เพื่อการอ่านที่ดียิ่งขึ้น