รายละเอียด
ความเจ็บปวดร้าวรานแล่นริ้วไปทั่วลำคอ ราวกับกระดูกคอจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ...
นั่นคือความรู้สึกแรกที่ ‘ซูเหมยฮัว’ สัมผัสได้ ลมหายใจของนางติดขัด ร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกหินทับ ทว่าสิ่งที่ทรมานยิ่งกว่าความเจ็บทางกาย คือเสียงร้องไห้จ้าของเด็กหญิงตัวน้อยที่ดังอยู่ข้างหู
“ท่านแม่... ฮือออ ท่านแม่ตื่นสิเจ้าคะ ท่านแม่ อย่าทิ้งอันเล่อไป!”
เสียงเล็กๆ นั้นสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เจือด้วยเสียงสะอื้นจนตัวโยนอย่างน่าสงสาร
“นังเด็กโง่! หลบไป!”
เสียงตวาดแหลมสูงดังแทรกขึ้นมา ตามมาด้วยเสียง ผลัวะ! เหมือนของหนัก ๆ กระทบเนื้อ พร้อมกับเสียงร้อง โอ๊ย! ของเด็กน้อยที่เงียบเสียงไปครู่หนึ่งเพราะความจุก
ไฟโกรธสายหนึ่งพุ่งวาบเข้ามาในสติที่กำลังเลือนรางของซูเหมยฮัว... ใคร? ใครกล้าทำร้ายเด็ก?
นางพยายามลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าพร่ามัวจากแสงสลัวในห้องที่อับชื้น กลิ่นราและกลิ่นฟางเก่า ๆ ลอยเข้าจมูก ที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาลที่นางคุ้นเคย แต่มันคือห้องเก็บฟืนซอมซ่อที่ผนังทำจากดินเหนียวสีแดงผสมกับฟางอัดทำเป็นผนังห้อง
“ท่านแม่... นางตายหรือยังเจ้าคะ?” เสียงหญิงสาวอีกคนถามขึ้น น้ำเสียงไม่ได้มีความห่วงใยแม้แต่น้อย กลับเจือด้วยความรังเกียจปนขยะแขยง
“ฮึ! เชือกป่านรัดคอแน่นขนาดนั้น ไม่ตายก็พิการ!” หญิงชราเจ้าของเสียงตวาดเมื่อครู่แค่นเสียงตอบ พลางใช้ปลายเท้าเขี่ยร่างของซูเหมยฮัวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนกองฟางอย่างดูแคลน เหมือนเศษสวะไร้ค่า
“ตายๆ ไปเสียได้ก็ดี ตระกูลจ้าวของข้าจะได้หมดเสนียดจัญไรเสียที ลูกสะใภ้คบชู้สู่ชายเช่นนี้ อยู่ไปก็หนักแผ่นดิน!”
“ท่านย่า... ท่านแม่ไม่ได้คบชู้นะเจ้าคะ ฮือออ” ร่างเล็กผอมโซของ ‘อันเล่อ’ ในชุดผ้าเนื้อหยาบเก่าขาดวิ่น พยายามคลานเข้ามาขวางเท้าของหญิงชราที่กำลังจะเตะร่างแม่ของตน มือน้อย ๆ ที่เปรอะเปื้อนดินโคลนเกาะขาหญิงชราไว้แน่น
“ปล่อยข้านะ นังมารหัวขน!”
หญิงชราสะบัดขาอย่างแรงจนร่างของอันเล่อกระเด็นไปกระแทกกองฟืน
“พ่อเจ้ากุลีแบกหามชู้รักนังซูเหมยฮัวตายไปแล้ว แม่เจ้าก็กำลังจะตามไป... เจ้าเองก็อย่าอยู่ให้เปลืองข้าวสุกเลย วันนี้พ่อค้าทาสจะมารับตัว อู๋เจิน! ไปลากตัวนังเด็กนี่ออกไปมัดไว้หน้าบ้าน!”
“เจ้าค่ะท่านแม่” อู๋เจิน น้องสะใภ้ผู้มีใบหน้าฉาบด้วยเครื่องแป้งหนาเตอะ ยิ้มเยาะที่มุมปากพลางเดินดุ่ม ๆ เข้าไปหาก้อนแป้งน้อยที่นอนขดตัวด้วยความเจ็บปวด
“ไม่! ข้าไม่ไป! ข้าจะอยู่กับท่านแม่!” อันเล่อกรีดร้อง ดิ้นรนสุดชีวิตเมื่อถูกมือหยาบกระด้างกระชากแขนเล็ก ๆ จนตัวลอย
“ฤทธิ์มากนักนะนังตัวดี!” อู๋เจินง้างมือขึ้นเตรียมจะตบสั่งสอน
หมับ!
ฝ่ามือที่กำลังจะฟาดลงมาหยุดชะงักกลางอากาศ... ไม่ใช่เพราะอู๋เจินยั้งมือ แต่เพราะมีมือซีดขาวราวกับซากศพมือหนึ่งพุ่งออกมาคว้าข้อมือนางไว้แน่น!
แรงบีบนั้นมหาศาลจนอู๋เจินหน้าเปลี่ยนสี
“กร็อบ...” เสียงกระดูกข้อมือลั่นเบา ๆ
บรรยากาศในห้องเก็บฟืนเย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน อู๋เจินและฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวหันขวับไปมองที่กองฟางเป็นตาเดียว
ร่างที่ควรจะสิ้นลมไปแล้วค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิงปรกหน้าปรกตา แต่สิ่งที่ทำให้คนทั้งห้องขนลุกซู่ คือดวงตาคู่สวยที่เคยหม่นหมองและยอมคน บัดนี้กลับวาวโรจน์ไปด้วยประกายอำมหิต ราวกับสัตว์ร้ายที่เพิ่งตื่นจากการจำศีล
ซูเหมยฮัวบิดข้อมือของน้องสะใภ้จนร่างอีกฝ่ายบิดงอลงไปกองกับพื้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่เย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ
“ใครกล้าแตะต้องลูกข้า... ข้าจะหักกระดูกมันให้แหลกคามือ!”
รีวิวผู้อ่าน
0 รีวิว
จัดเรียงตาม
อ่านบนแอปฯ Fictionlog
ดาวน์โหลดแอปฯ เพื่อการอ่านที่ดียิ่งขึ้น