รายละเอียด
ตอนที่ 1 — วันที่โลกเริ่มตาย
1) พีท
พัดลมตั้งโต๊ะหมุนเอื่อย ๆ เป่าควันมาม่าต้มที่เริ่มจับฟิล์มไขมันจนดูไม่น่ากิน บอลนั่งกดมือถือบนเตียงล่าง ปากคาบหลอดชาไทย เหงื่อไคลไหลตามไรผม พื้นห้องเป็นกระเบื้องเก่า ๆ สีงาช้าง มีคราบเท้าดำ ๆ จากการวิ่งขึ้นลงบันไดทุกวัน เสียงทีวีเก่า ๆ ตรงมุมห้องพร่าขึ้นมาพอดี กลบเสียง ROV ไปครึ่งนึง
“...พบผู้ป่วยจากไวรัสชนิดใหม่ในเชียงใหม่ อาการคล้ายสุนัขบ้าแต่ไม่ใช่—”
ผมเหลือบมองแค่เสี้ยววินาทีแล้วหันกลับไปที่จอ ของในชีวิตจริงมันมักเริ่มต้นเหมือนข่าวลือพวกนี้แหละ แต่ก็อย่างที่เคย—ใครสนวะ เช้าเปิดเทอม ทุกคนคิดถึงแค่วิชาเช้า อาจารย์โหดไหม ติวทันหรือเปล่า และจะกินอะไรตอนพักสิบโมง
บอลตะโกน “เฮ้ย! ลุย ๆ กูเข้าแล้ว ๆ โอ้โห ไอ้เหี้ย ตายเหี้ยน!”
ผมหัวเราะ ถอนหายใจ แล้วปิดทีวีด้วยรีโมตเกือบพัง ข่าวก็เงียบไป กลายเป็นเสียงรองเท้าแตะกระทบพื้นตึกดังแว่ว ๆ จากทางเดินยาวข้างนอก หอชาย 2 ชั้นสี่ไม่เคยเงียบ ขนาดวันหยุดยังไม่เงียบ วันนี้ยิ่งเปิดเทอม…ยิ่งเหมือนตลาดนัด
ผมกับบอลใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ขาดตรงเข่า เป้สะพายหลังโคตรหนักที่บรรจุสมุด ปากกา และความขี้เกียจล้วน ๆ เดินตัดสนามฝุ่นหน้าตึกวิศวะ อากาศเชียงใหม่ปลายฝนฟ้าหนักอึ้ง แดดจ้าพอให้เหงื่อขึ้นแต่ลมเย็นหายไปไหนไม่รู้
“มึงได้ข่าวยัง” บอลกระดกคอชาไทย “เมื่อคืนหมากัดเด็กคณะสัตวะ เลือดนี่ไหลเป็นทางอะมึง เขาว่าคลั่งฉิบหาย”
ผมส่ายหน้า “หมาบ้าปะวะ”
“เขาว่าก็ไม่ใช่…สัส ใครจะไปรู้—พอ ๆ ไปหาไรกินก่อน กูหิว”
ตอนสิบโมงโรงอาหารคึกคักเต็มที่ ร้านข้าวแกง ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านส้มตำกับไก่ย่าง ข้าวผัดจานละห้าสิบตรงหัวมุม ผมนั่งลงกับโต๊ะสแตนเลสที่ฝ้าจากไอน้ำ เห็นน้ำ—เด็กพยาบาลปีสาม—เดินถือถุงข้าวต้มปลา สีหน้าไม่ค่อยดี คล้ายคนอดนอน
มิว—เด็กนิเทศตัวบาง ผมย้อมน้ำตาลสว่าง—ยืนถือไม้กันสั่นไลฟ์อยู่หน้าร้านไก่ทอด “สวัสดีทุกคน! เปิดเทอมแล้วบรรยากาศคึกมาก—เอ้า ๆ ๆ เดี๋ยว ๆ นั่นรถพยาบาลเหรอ ได้ข่าวอะไรวะ—”
บอลหัวเราะ “พวกนิเทศนี่แม่ง ขอให้มีเหตุการณ์นะ แชะ ๆ ไลฟ์อย่างเดียว”
ผมจิ้มหมูกรอบเข้าปาก แต่จู่ ๆ กลิ่นแปลก ๆ ก็ลอยมาตามลม—เหมือนเนื้อค้างคาวัน—เหม็นคาวลึก ๆ แถมขมปลายจมูกแบบบอกไม่ถูก ผมวางช้อนช้า ๆ หันหน้าไปตามกลิ่น มันไม่ได้โชยแรง แต่มัน…ติดอยู่อย่างนั้น
เสียงหอกระจายข่าวดัง แหลมจนทุกคนหยุดเคี้ยว
“ให้นักศึกษาทุกคนอยู่ในอาคาร หลีกเลี่ยงพื้นที่โล่ง โปรดรอประกาศจากฝ่ายความปลอดภัย”
ร้านข้าวแกงหันมามองหน้ากัน คนขายกลอกตา “ซ้อมหนีไฟอีกละสิ เอะอะก็ซ้อม”
ผมกับบอลสบตากันนิดนึง ไม่ได้ว่ากลัว แต่ความรู้สึกบางอย่างเริ่มกระซิบที่ท้ายทอย
2) น้ำ
ในชุดนักศึกษาพยาบาลที่รีดเรียบมาตั้งแต่เมื่อคืน ฉันรู้สึกว่าปากตัวเองแห้งผาก มือเย็น ทั้งที่อากาศไม่หนาว คลิปที่ส่งมาในกลุ่มไลน์—ภาพเด็กปีสองคณะสัตวแพทย์โดนสุนัขกัดลึกจนเห็นขาว ๆ ของกระดูก—ฉันดูไปสามรอบแบบพยายามมองหาว่า “มันปลอมไหม” แต่เสียงกรีดร้องในคลิป…มันไม่ปลอม
พอประกาศจากหอกระจายข่าวดัง ร้านค้าก็เริ่มดึงมู่ลี่ลง คนในโรงอาหารหันไปทางสนามรวมที่เห็นยอดรถพยาบาลโผล่ ฉันหายใจลึก ๆ พยายามบอกตัวเองให้ใจเย็น ความรู้สึกคล้ายตอนเวรฉุกเฉินคืนแรก—ท้องไส้ปั่นป่วนแต่สมองต้องนิ่ง
มิววิ่งเข้ามาหา “น้ำ! ได้ข่าวไรปะ เขาบอกให้รวมตัวกลางสนามตอนบ่ายหนึ่งนะ เขาจะซ้อม—หรือไม่ซ้อมวะ กูก็งง”
“ไม่รู้…แต่ถ้าเขาให้รวม ก็ต้องไป” ฉันตอบทั้งที่ไม่ชอบเลย การรวมคนเยอะ ๆ ตอนมีข่าวแปลกมันไม่ make sense เอาซะเลย
ฉันเงยหน้ามองเวลากำไลนาฬิกา 10:48 น. ก่อนบอกตัวเองว่าจะเก็บชุดปฐมพยาบาลในกระเป๋าผ้าพยาบาล—มีผ้าก๊อซ เทปพันแผล แอลกอฮอล์ เจลล้างมือ และกรรไกรเล็ก ๆ อะไรก็ตามที่ช่วยคนได้ ถ้าอะไรเกิดขึ้นจริง
3) มิว
ยอดวิวไลฟ์ขึ้นเอื่อย ๆ จากหลักร้อยเป็นพัน คนพิมพ์ “เกิดไรที่มอมึง” “ระวังตัวหนู” “ห้ามไปเสี่ยงเด้อ”—ฉันควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอเพราะรู้ว่ากล้องโมไบล์มันจับรายละเอียดได้หมด ถ้ามือสั่น ภาพสั่น ผู้ชมเมาจะออก
ฉันวิ่งตัดหลังโรงอาหารไปที่สะพานข้ามร่องน้ำเพื่อไปสนามรวม เห็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสามคน กับคนในชุดดับเพลิงยืนคุยกัน ข้าง ๆ มีเปลสนามพับไว้สองอัน กลิ่นคาวฉุนแวบเข้ามาอีก ราวกับมีเครื่องในอะไรสักอย่างทิ้งไว้ในแดด
คอมเมนต์เด้ง “อย่าไปใกล้ ๆ นะมิว” “มีคนกัดกันจริงปะ” “เอาให้ชัด ๆ เลยโว้ยยย”
ฉันเม้มปาก “ใจเย็น ๆ ค่ะทุกคน เดี๋ยวรายงานให้”—ราวกับฉันเป็นนักข่าว แต่จริง ๆ ก็แค่นักศึกษานิเทศที่ติดกล้องเกินเหตุ
4) อาจารย์กิตติ
ฉันนั่งรถกอล์ฟของมหาวิทยาลัยขับมาจอดตรงอาคารกิจกรรมกลาง มองนาฬิกา—12:53 น. งานซ้อมดับเพลิงกำหนดไว้ 13:00 น. ตามแผน เราจะสาธิตการลากผู้บาดเจ็บจำลอง การใช้น้ำยาดับไฟ และการอพยพไปจุดรวมพล ฉันย้ำกับฝ่ายความปลอดภัยว่า ยกเลิก ดีกว่า—แต่เขาบอกข่าวไวรัสยังไม่มีข้อสรุป การรวมตัวตอนนี้ช่วยให้เรา “ควบคุมข่าวลือ” อธิบายทุกอย่างอย่างเป็นทางการได้
ฉันถอนหายใจ แดดจ้า บนพื้นซีเมนต์ร้อนจัด กลิ่นน้ำมันเครื่องจากรถดับเพลิงแตะปลายจมูก จู่ ๆ สายนิรภัยจากฝ่ายหนึ่งวิ่งมาหา “อาจารย์ครับ คนเจ็บที่คณะสัตวแพทย์ฟื้นแล้ว แต่…พฤติกรรมแปลก ผมว่าควรยกเลิกครับ”
ฉันชะงัก “เขาฟื้นแล้ว? ดี—งั้นเรายกเลิก—”
เสียงวิทยุดัง กั่กกั่ก “สนามพร้อมแล้วครับ อาจารย์ขึ้นพูดได้”
ฉันก้มลงมองรองเท้าหนังของตัวเอง แล้วรู้สึกผิดแปลก—ลางสังหรณ์แบบที่เคยมีตอนเกิดเหตุลอบมีดแทงในงานรับน้องเมื่อหลายปีก่อน ฉันรู้ว่าความผิดพลาดสะสมจากความมั่นใจเกินเหตุของผู้ใหญ่…และฉันกำลังเป็นผู้ใหญ่คนนั้น
5) พีท
คนเยอะฉิบหาย สนามรวมร้อนเหมือนกระทะ ผมยืนบังแดดให้น้ำที่ยืนข้าง ๆ เธอมีเหงื่อซึมตรงไรผม กลิ่นแอลกอฮอล์จากมือเธอมัน…ให้ความสบายแปลก ๆ ท่ามกลางกลิ่นเหงื่อและควันไอเสีย
อาจารย์กิตติขึ้นพูดบนเวทีชั่วคราว “นักศึกษาทุกคน วันนี้เราซ้อมเพื่อเตรียมพร้อมนะครับ—ขอย้ำว่าไม่มีเหตุรุนแรงใด ๆ ในมหาวิทยาลัย”
บอลกระซิบ “ก็หวังว่าจะงั้น”
ระหว่างนั้น ชุดดับเพลิงสองคนเข็นเปลสนามออกมาหนึ่งเปล มีคนใส่หน้ากากอนามัยนอนนิ่งอยู่ คลุมผ้าบางส่วน ตะคริววิ่งผ่านหลังผมโดยไม่มีเหตุผล
“ขออาสาสมัครสองคนสำหรับการสาธิตการย้ายผู้บาดเจ็บ—” เสียงอาจารย์ยังไม่ทันจบ คนบนเปลสะดุ้งพรวด ลุกพรวดพราดอย่างกับสปริง ผ้าหล่นลง เผยให้เห็นหน้าของเด็กผู้ชายผิวคล้ำ ดวงตาขาวโรยแดง ปากมีคราบเลือดแห้งแตก ๆ เขาหันหัว…แล้วกัดเข้าที่ต้นแขนของเจ้าหน้าที่ด้านซ้าย กร๊อบ เสียงเหมือนทุเรียนโดนกด
เลือดพุ่ง—แดงสด ร้อนฝาด ผมผงะ น้ำร้อง “อ๊าก!” แล้วล้มลงบนพื้นหญ้า ผู้คนแตกฮือ กรีดร้องเหมือนรังนกแตกรัง เจ้าหน้าที่อีกคนพยายามดึงคนเจ็บออก แต่โดนเหวี่ยงกระแทกพื้น เด็กคนนั้น—ขาแข็งทื่อเหมือนหุ่น—กำลังจะพุ่งเข้าใส่คนถัดไป
“บอล! ทางนี้!” ผมตะโกน ดึงแขนน้ำลุก แล้วพาเธอวิ่งอ้อมข้างอาคารวิศวะ บันไดหนีไฟเหล็กเป็นสนิมดัง กัง ๆ ใต้ฝ่าเท้า ฉากมันลั่นทุกครั้งที่เราก้าว
ข้างหลัง เสียงกรีดร้องชนกับเสียงประกาศ “ขอให้ทุกคนใจเย็น—” แล้วขาดหายไป เหลือแต่เสียงคนวิ่งปะทะกันและเสียงกัดเหมือนสัตว์
6) มิว
ภาพในมือถือสั่นนิดหน่อยแต่จับจุดสำคัญครบ—เลือดที่ติดหน้ากากดับเพลิง การกัดที่ฉีกเนื้อเป็นริ้ว ๆ คอมเมนต์พุ่ง “หลบไป!” “มิวหนี!” “แบนไลฟ์เหอะลูก!”—แต่ฉันยังยืนอยู่ หัวใจเต้นแบบตีกลองยาว ฉันถอยหลังจนชนเสาไฟสนาม ความคิดแล่นออกจากลำคอ “นี่ไม่ใช่ซ้อมนะคะทุกคน…มันกัดกันจริง ๆ—”
เด็กคนนั้นเงยหน้าขึ้นแล้วสบกล้องฉันตรง ๆ ดวงตาขาวโพลน เหมือนกระจกหม่นที่สะท้อนทุกอย่างแต่ไม่มีภาพของตัวเอง เขาอ้าปากอีกครั้ง และฉัน…เผลอกดซูมเข้าโดยอัตโนมัติ เห็นร่องฟันที่ฉีกริมฝีปากจนแผลบาน
“เหี้ย—” ฉันปิดไลฟ์ทันที แล้ววิ่ง
7) น้ำ
ปากฉันแห้งจนไม่มีน้ำลายจะกลืน มือนี่แข็งค้างตอนเห็นเขากัด ตัดสินใจช้าไปแค่ครึ่งวินาที ถ้าพีทไม่ดึงฉันคงโดนชนล้มเหยียบอยู่ตรงนั้น เราวิ่งขึ้นบันไดเหล็กตึกวิศวะ หัวเข่าเหมือนจะระเบิด แต่ฉันต้องไปต่อ
“ชั้นห้า ห้อง 504 ของกู!” พีทตะโกน
“ทำไมไม่ไปห้องพยาบาล—” ฉันถามทั้งหอบ
“รู้ได้ไงว่าพยาบาลยังรอด!”
ฉันกัดฟัน กลิ่นเลือดลอยตามลมมาเข้าจมูก—คาวจนขมเหมือนธาตุเหล็กฝนสนิม เผลอเหล่มองมือเสื้อพีท เห็นหยดเลือดเล็ก ๆ กระเด็นเป็นจุด ฉันจับแขนเขา “เลือดคนเมื่อกี้โดนมึงไหม”
พีทชะงักมองแขนตัวเอง “ไม่รู้—ไม่น่าจะ—”
“ไปถึงห้องล้างออกก่อน เดี๋ยวฉันจัดการ”
8) อาจารย์กิตติ
ฉันพยายามดึงไมค์กลับมา “ทุกคนถอยไปที่อาคาร! ใครโดนกัดอย่าปล่อยให้แผลโดนใครอีก!—”แต่เสียงบนสนามมันกลืนทุกอย่าง คนหลายร้อยกำลังแตกฝูง ฉันเห็นเจ้าหน้าที่ที่ถูกกัดทรุดลง มือกุมแขน เลือดไหลทะลัก ฉันวิ่งไปหาเขา พร้อมยกเข็มขัดถอดออกทำสายรัดห้ามเลือดชั่วคราว
“บีบไว้แน่น ๆ” ฉันสั่ง “อย่าขยับมาก”
เขาจ้องหน้าฉัน ตาเบิกกว้าง “มัน…ไม่ใช่คนแล้วอาจารย์”
ฉันกดเข็มขัดแน่นขึ้น “ฉันรู้—อดทนไว้”
เสียงหอกระจายข่าวในตึกติด ๆ ดับ ๆ “ประกาศ—ล็อก—ฮ—หอพัก—” ไม่นานเสียงก็เงียบลง เหลือแต่เสียงลมหายใจแรง ๆ ของเราและเสียงกระแทกกระทั้นจากฝูงชน
9) พีท
ประตู 504 เปิดพรวด กลิ่นห้องของเรา—น้ำยาปรับผ้านุ่มราคาถูก เศษบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปค้างชาม—มันกลายเป็นความปลอดภัยชั่วคราว ผมพาน้ำเข้าไป บอลปิดประตูแล้วล็อกสองชั้น เสียบเก้าอี้พลาสติกดันไว้ใต้ลูกบิดตามฟีลหนังฝรั่งที่เราเคยหัวเราะกัน
“มิวล่ะ!” บอลหอบ “เมื่อกี้กูเห็นมัน—”
ผมหยิบมือถือ โทรหา เสียงสัญญาณเตือนวุ่นวาย ตู๊ด ๆ แล้วตัดไป “ไม่มีคลื่นว่ะ”
น้ำเปิดกระเป๋าผ้า คว้าขวดสเปรย์แอลกอฮอล์สำลี แล้วจ้องแขนเสื้อผม “ถอดเสื้อมาก่อน เลือดใครก็ไม่รู้ เดี๋ยวฉันล้าง”
ผมทำตามโดยไม่เถียง เธอเช็ดด้วยความเรียบร้อยและมือที่สั่นน้อยลงเรื่อย ๆ น้ำบอก “ยังไม่มีแผลที่ผิว—ดีแล้ว” แล้วทำแอลกอฮอล์ไหลลงพื้นกระเบื้อง กลิ่นคม ๆ ช่วยดันสมองให้คิดชัดขึ้น
เสียงโทรศัพท์บอลดังขึ้นจากแจ้งเตือนกลุ่มไลน์ ดึง “ไอ้เหี้ย ดูนี่ ๆ” เขาชูคลิปที่มีโลโก้คณะสัตวแพทย์—ภาพกล้องวงจรปิดห้องกักสัตว์ เด็กผู้ชายคนเดิมล้มลงกับพื้นชักเกร็ง ก่อนลุกขึ้นแบบข้อติด ๆ แล้วกระแทกประตูกรงจนกระจกแตก เจ้าหน้าที่สองคนโดนกัดและล้มลง
“แม่งไม่ใช่หมาบ้าแล้ว” บอลพูดเสียงพร่า “มันคือ—”
ผมยกมือห้าม “อย่าเพิ่งเรียกชื่ออะไรทั้งนั้น รอดให้ได้ก่อน”
เสียงเคาะเหล็กดัง ก๊อง—ก๊อง—ก๊อง จากด้านล่างของหอพัก เหมือนมีใครใช้ท่อเหล็กเคาะประตูทางเข้า คละเคล้ากับเสียงร้องของผู้หญิงไกล ๆ ผมนิ่งฟัง จังหวะมันช้า ๆ สม่ำเสมอเกินไปสำหรับคนธรรมดาที่กำลังกรีดร้อง
“ไม่ใช่พวกมันหรอก” ผมบอกตัวเองเบา ๆ “คงเป็น รปภ.—”
น้ำมองผม “ฉันไม่แน่ใจ”
10) มิว
ฉันวิ่งทะลุทางเดินข้างตึก เจอเงาคนกลุ่มหนึ่งกำลังกระแทกประตูกระจกอาคารกิจกรรมพร้อมกัน ปั้ง ๆ ๆ เสียงแตกแหลมซ่านเข้าแก้วหู ในกลุ่มนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งกรีดร้องชื่อใครสักคนตลอด “นัท! นัท! นัท!” เสียงเธอขาดตอน ท้ายประโยคเหมือนกลืนลงคอเพราะไม่มีลมหายใจพอ
ฉันตัดสินใจเลี้ยวไปหอชาย 2 เพราะเชื่อว่าพีทต้องไปที่นั่น มือถือสั่น ๆ อยู่ในกระเป๋า ฉันเอาออกมาดู—แบตเหลือ 22% สรุปง่าย ๆ คือ: ไม่พอสำหรับไลฟ์ ไม่พอสำหรับแสงไฟนาน ๆ และไม่พอสำหรับความมั่นใจ
บันไดคอนกรีตของหอมีเลือดเป็นเส้นยาวแห้ง ๆ เหมือนใครลากแขนที่แผลเปิดผ่านไป ขนแขนฉันลุกซู่โดยอัตโนมัติ เสียงเคาะประตูด้านหน้า ก๊อง—ก๊อง—ก๊อง เป็นจังหวะเดิมซ้ำ ๆ ไม่หยุด
ฉันเงี่ยหูฟัง…จังหวะนั้นเหมือน—เหมือนคนที่พยายามส่งสัญญาณ SOS แต่ไม่รู้รหัส มันมีการเว้นช่วงสั้นยาวมั่วซั่ว แต่คงที่ในความบ้าคลั่ง ฉันย่องขึ้นชั้นสอง หายใจสั้น ๆ พยายามไม่เหยียบเลือด แต่เลือดก็แอบมาอยู่ใต้รองเท้าขาวของฉันอยู่ดี ทิ้งรอยแดงจาง ๆ ตามหลัง
11) อาจารย์กิตติ
ฉันผลักประตูกระจกอาคารกิจกรรมเข้าไปพร้อมคนรปภ.อีกสองคน เพื่อน้อมตัวผู้บาดเจ็บเข้าในล็อบบี้ได้พิงกำแพง พยายามหาผ้าห่ม ผ้าขาวม้า—อะไรก็ได้—เพื่อกดแผล
โทรศัพท์บนโต๊ะเวรสั่นกึก วี๊บ—วี๊บ ไลน์จากฝ่ายบริหาร: “ปิดประตูหอพักทั้งหมด ห้ามคนเข้า-ออก”ฉันพิมพ์ตอบกลับว่า แล้วเด็กที่ยังข้างนอกล่ะครับ? ไม่มีคำตอบ สักพักมีประโยคใหม่: “รอเจ้าหน้าที่รัฐ ภายใน 3 ชม.”
สามชั่วโมง? ในสถานการณ์แบบนี้? ฉันมองออกไปนอกกระจก—เห็นกลุ่มนักศึกษาที่แตกตื่นวิ่งอ้อมสนาม บางคนล้ม บางคนโดนลาก ฉันกัดฟันแน่นจนสันกรามปวด
“อาจารย์ครับ” รปภ.ร่างเล็กพูด “ผมว่าพวกมันไม่รู้สึกเจ็บครับ…เห็นเมื่อกี้มีคนโดนตีด้วยไม้ มันยังลุกได้”
ฉันพยักหน้า “งั้นเอาเชือก—เชือกอะไรสักอย่าง—”
“ไม่มีครับ”
ฉันมองเจ้าหน้าที่ที่โดนกัด เขานั่งพิงกำแพง เหงื่อแตกท่วม หน้าเริ่มซีดเร็วผิดปกติ ฉันนับชีพจรโดยสัญชาตญาณ—เต้นเร็วมากแต่ค่อย ๆ อ่อนแรงลง ฉันไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้
12) น้ำ
หลังจากล้างตัวพีท ฉันก้มมองสำลีแดงจาง ๆ ในถุงพลาสติก แล้วอัดมันแน่นจนมือขาว“อย่าแตะตา ปาก จมูกจนกว่าจะล้างอีกทีนะ” ฉันสั่งพีทพยักหน้า บอลนั่งพิงประตู มือจับประแจเลื่อนขนาดใหญ่สั่น ๆ
เสียงกระซิบของคนในทางเดินดังลอดมา—นักศึกษาห้องข้าง ๆ พูดกันเบา ๆ “กูว่าเราควรลงไปช่วยไหมวะ” “มึงบ้าเหรอ!” “แต่ข้างล่างมีเสียงผู้หญิงร้องไห้—”ฉันสูดลมหายใจ “อย่าเปิดประตูให้ใคร ถ้าไม่แน่ใจว่าเขาปลอดภัย ไม่มีแผลกัด”
บอลหันมา “แต่ถ้าเป็นมิวจริง ๆ ล่ะ!”
ประโยคนั้นจี้ใจดำฉัน—เพราะฉันเองก็อยากช่วย แต่ภาพตอนสนามยังค้างอยู่ในหัว…เลือดที่พุ่งแบบน้ำพุ ความเงียบของคนที่หมดลมหายใจในสามวินาที ฉันพูดเสียงเบา “ถ้าเปิดออกไป แล้วเขาไม่ใช่มิว…เราอาจไม่มีโอกาสปิดอีกเลย”
13) พีท
ผมเดินไปหน้าต่างบานเล็ก ๆ ชะโงกดู ถัดไประเบียงตรงห้อง 506 มีคราบเลือดสาดเป็นพู่กัน ไปไกลจนถึงบันได ผมคิดถึงค้อน คีม มีด—อะไรเป็นอาวุธได้บ้าง ห้องผมมีมีดทำครัวใบสั้น ๆ หนึ่งอัน ประแจเลื่อนของบอลสองอัน ไขควง และหม้อสแตนเลสหนา ๆ ที่พอใช้เป็นโล่ได้
“น้ำ มีผ้าพันแผลใหญ่ ๆ ไหม”
“ก๊อซมี แต่ถ้าเป็นแผลกัด…ฉันไม่มั่นใจว่าพันแล้วช่วยอะไร นอกจากกดเลือด”
ผมพยักหน้า เงียบไปครู่หนึ่ง พยายามเรียบเรียงสิ่งที่เห็น “มันไม่ใช่แค่คนคลั่ง มัน…เร็ว พลังแปลก ข้อติด ๆ เหมือนกล้ามไม่ทำงาน แต่มันยังไปต่อได้”
บอลส่ายหน้า “อย่ามาทฤษฎีตอนนี้ดิวะ กูขาสั่น”
ผมกำประแจเลื่อนอีกอันแน่น ๆ ไม่ใช่เพราะอยากโจมตีใคร แต่เพราะมือที่ว่างทำให้ความกลัวไหลเข้ามาง่ายเกินไป
14) มิว
ชั้นสี่ของหอชายเงียบผิดปกติ มีแค่เสียงทีวีจากห้องไกล ๆ เปิดค้าง เสียงผู้ประกาศค้างคำ “...รัฐบาลขอให้ประชาชนอยู่ภายในบ้าน—” แล้วตัดไปโฆษณาสบู่แบบไม่มีเหตุผล ฉันเดินชิดผนัง ใช้ปลายเท้าสัมผัสพื้นก่อนลงน้ำหนักทุกก้าว ปากหายใจทางจมูกเบาที่สุด
ฉันมาหยุดหน้าห้อง 504 หายใจเฮือกใหญ่แล้วเคาะเบา ๆ “พีท…พีท กูเอง มิว” เสียงฉันเบาแต่ฟังชัดในความเงียบ
ภายในเงียบสี่วินาที—ยาวเหมือนนิรันดร์—ก่อนมีเสียงขยับเก้าอี้ที่ดันประตูอยู่“พิสูจน์ยังไงว่าเป็นมิวจริง” เสียงพีทลอดออกมา
ฉันเกือบจะหัวเราะ แต่ไม่มีอารมณ์พอ “what the fuck คืออะไรในปีหนึ่งห้องเรา”
เสียงบอลดังตาม “ปลอกหมอนลายอะไรวะ!”
ฉันหลุดยิ้ม “ส้มครามลายเป็ด”
เสียงกลอนเลื่อน กึก แล้วประตูเปิดช้า ๆ พีทโผล่หน้ามา—ผมยุ่ง กระหังเหงื่อ น้ำอยู่ข้างหลังถือขวดสเปรย์แอลกอฮอล์พร้อม ส่วนบอลกำประแจแน่นเหมือนนักเบสบอลไร้ประสบการณ์
ฉันก้าวเข้าไปแล้วรีบปิดประตู กลิ่นแอลกอฮอล์ตีจมูก—รู้สึกปลอดภัยแบบชั่วคราว ฉันวางมือถือบนโต๊ะ แบต 19% แล้วเริ่มเล่าอย่างเร็วว่าข้างล่างเกิดอะไรบ้าง พีทฟังเงียบ ๆ น้ำเช็ดหน้าฉันด้วยทิชชู่เปียก “มีเลือดกระเด็นใส่ไหม”
“ไม่น่า—แต่…ฝุ่นเลือดอะ เหมือนมันลอย—”
เธอพยักหน้า “ล้างหน้า ล้างมือ ล้างคอด้วย”
ฉันทำตามอย่างว่าง่าย เพราะอยากเชื่อว่าความสะอาดพอจะกันอะไรได้บ้าง ถึงมันอาจไม่จริงก็ตาม
15) อาจารย์กิตติ
เวลาไหลอืดเหมือนยางเหนียว ฉันอยู่ในอาคารกิจกรรมกับผู้บาดเจ็บอีกสองคนที่พาเข้ามาภายหลัง คนหนึ่งเป็นนักศึกษาหญิงแขนฉีก อีกคนเป็นรปภ.หัวแตก ฉันทำแผลชั่วคราว สั่งให้ทุกคนห้ามแตะแผลคนอื่น
โทรศัพท์ดังอีกครั้ง—คราวนี้เป็นเบอร์ไม่รู้จัก ฉันรับ “ครับ”
เสียงผู้หญิงปลายสาย “ดิฉันสาธารณสุขจังหวัด กำลังประสาน—ให้กักตัวในอาคาร ห้ามย้ายผู้บาดเจ็บ และห้ามให้เลือดสัมผัสกับคนอื่นเด็ดขาดค่ะ ถ้ามีคนเสียชีวิต…อย่าจัดการศพด้วยตัวเอง”
ฉันเงียบไปครู่ “แล้วเจ้าหน้าที่จะมาถึงเมื่อไหร่”
“เร็วที่สุดค่ะ” เสียงนั้นนิ่งเกินจริง “อาจารย์คะ ถ้ามีคนเริ่มมีอาการคลุ้มคลั่ง ให้แยกเขาออกจากคนอื่นทันทีนะคะ”
“แล้วแยกไปไว้ที่ไหน”
ปลายสายเงียบชั่วคราว “…ที่ไหนก็ได้ที่ล็อกได้แน่นค่ะ”
สายตาฉันเลื่อนไปยังห้องเก็บของเล็ก ๆ ด้านหลังล็อบบี้—ประตูเหล็กดัดเก่า ๆ ที่เราเคยใช้เก็บอุปกรณ์จัดงาน
16) พีท
เราแบ่งหน้าที่กันอย่างไว: น้ำลิสต์ของจำเป็น—ขวดน้ำ อาหารแห้ง กระดาษทิชชู่ ไฟฉาย ถ่าน—ผมกับบอลหาว่าในห้องมีอะไรแทนได้บ้าง มิวคอยฟังเสียงทางเดินตลอดเหมือนแมวที่สะดุ้งง่าย
ไฟกระพริบหนึ่งครั้ง แล้วก็ดับวูบทั้งอาคาร ห้องกลายเป็นกล่องมืด มีแค่แสงจาง ๆ จากมือถือมิวที่วางบนโต๊ะ
“ไอ้สัส” บอลสบถ “ดับตอนนี้เลยเหรอ”
“ตั้งสติ” น้ำพูดนิ่ง ๆ “มือถือทุกคนประหยัดแบต ตั้ง low power”
ผมคลานไปที่ลิ้นชัก หยิบไฟฉายเล็ก ๆ ที่เคยใช้ตอนไปกางเต็นท์ที่ดอยข้างมอ กดสองครั้งแสงติด สว่างพอให้เห็นใบหน้ากันชัด แสงพาดเงาเป็นลายเส้นคม ๆ บนผนัง
เสียงอะไรบางอย่างดังมาจากชั้นรองเท้าหน้าห้อง—เหมือนการลาก เท้าเปล่าบนกระเบื้อง ครืด…ครืด… แล้วหยุดตรงหน้าประตู เงียบกริบสี่วินาที ก่อน ก๊อง—ก๊อง—ก๊อง จังหวะเดิมเป๊ะ เราทุกคนหันไปมองพร้อมกัน
“อย่าเปิด” น้ำพูดทันที “ฉันไม่โอเคกับเสียงนี้เลย มัน…ไม่เหมือนคนขอความช่วยเหลือ”
บอลยังกัดฟัน “ถ้าเป็นเด็กปีหนึ่งที่หนีขึ้นมาแล้วเลือดท่วมตัวล่ะวะ”
“ยิ่งไม่ควรเปิด” ผมตอบ
เสียงเคาะหยุดไป แล้วตามด้วยเสียงกระซิบข้างประตู คำเบา ๆ เหมือนลมหายใจผ่านช่องว่างใต้บาน “เปิด…หน่อย…”
น้ำหยุดหายใจไปหนึ่งวินาที มิวกุมปากตัวเองแน่น ผมเอาไฟฉายส่องไปที่ช่องว่างใต้ประตู—เห็นเงาบางอย่างขยับช้า ๆ เหมือนนิ้วที่ลากไปมา ครืด…ครืด… สองครั้ง แล้วหยุด
“พีท…” เสียงนั้นเอ่ยชื่อผม—โคตรเบา แต่ชัดเจนระดับขนลุก
บอลหันขวับ “รู้ชื่อมึงได้ไงวะ”
ผมส่องไฟชิดพื้นขึ้นอีกนิด เห็นปลายเล็บสีคล้ำ ๆ กดติดพื้นกระเบื้อง เนื้อรอบเล็บลอกเหมือนโดนกัดเอง
“ไม่เปิด” ผมพูดกับทุกคน แต่จริง ๆ พูดกับตัวเอง
17) มิว
เสียงนั้นเรียกชื่อพีทอีกครั้ง “พีท…เปิด…หน่อย…” คราวนี้ยาวขึ้น เหมือนคนที่เริ่มเรียนรู้ว่าพูดคำไหนถึงจะได้ปฏิกิริยา คนดูไลฟ์ในหัวฉัน—ไม่ใช่ไลฟ์จริง แค่จินตนาการ—กำลังสาดคำว่า “อย่าเปิด!” “หนี!” “โทรหาตำรวจ!” แต่โลกภายนอกเหมือนไม่มีสัญญาณเลย
ฉันกระซิบ “ถอยไปจากประตูเถอะ” แล้วค่อย ๆ ขยับเก้าอี้ที่ดันลูกบิดอยู่ให้แน่นกว่าเดิม เอาเชือกรองเท้าผูกขาเก้าอี้กับขาโต๊ะ—มันทั้งโง่และเปราะ แต่ดีกว่าไม่มี
เสียงกระซิบเงียบ แล้วเปลี่ยนเป็นเสียงดม ฮ่อก…ฮ่อก… เหมือนคนสูดกลิ่นผ่านช่องว่าง ฉันรู้สึกได้ว่ามันกำลังดมเรา ทีละคน
18) อาจารย์กิตติ
เจ้าหน้าที่ที่โดนกัดตอนบ่าย…เริ่มมีอาการ มือเย็นและสั่นอย่างแรง เขากัดฟันกรอดจนฉันกลัวว่าจะฟันแตก ฉันและรปภ.อีกคนช่วยกันย้ายเขาไปใกล้ประตูห้องเก็บของ
“ขอโทษนะ” ฉันพูด เขามองฉันอย่างไม่เข้าใจ
ฉันใช้กุญแจเก่า ๆ ที่ห้อยอยู่หลังเคาน์เตอร์เวร ลองไข—เสียง แกร๊ก ประตูเหล็กเปิดอย่างง่าย แล้วกลิ่นฝุ่นอับชื้นกระแทกหน้า เราพยุงเขาเข้าไป วางนั่งพิงผนัง
“เดี๋ยวผม…ดีขึ้น” เขาพูดลอย ๆ “เดี๋ยวก็หาย”
ฉันพยักหน้า “ใช่…เดี๋ยวดีขึ้น” แล้วปิดประตูจากด้านนอก ล็อกสองชั้น เสียงเคาะจากข้างในเริ่มขึ้นแทบจะทันที ตึง…ตึง… ช้า ๆ แต่แรงขึ้นเรื่อย ๆ ฉันยืนอยู่นานเกินควร และรู้สึกว่าตัวเองเพิ่งทำอะไรที่มนุษย์ไม่ควรทำกับมนุษย์
19) น้ำ
เราเงียบกันอยู่พักใหญ่ หูฟังทุกอย่างจนเสียงหัวใจตัวเองดังเกินเหตุ ฉันพยายามคิดเชิงระบบ—ถ้าเชื้อนี้ติดต่อผ่านน้ำลายเลือด เราต้องกันสารคัดหลั่งทั้งหมด ถ้าไฟดับนาน เราต้องประหยัดน้ำ ถ้าต้องออกไป เราต้องวางเส้นทางและเวลา—ฉันหยิบปากกาเมจิกที่เจอในลิ้นชัก เขียนแผนบนฝาของกล่องพิซซ่าเก่าที่คว่ำอยู่
อย่าเปิดประตู
แบ่งน้ำ: 2 ลิตร/วัน/4 คน = 500 มล./คน
อาวุธ: ประแจ 2 มีดครัว 1 หม้อสแตนเลส 1 ไขควง 2
ออกไปเฉพาะจำเป็น: ถ้าต้องไปหาน้ำ/อาหาร—เลือกเวลาที่เสียงด้านนอกน้อยที่สุด
เช็กอาการ: ไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อย ตาพร่า—แยกทันที
พอเขียนเสร็จฉันรู้สึกใจเย็นขึ้นนิดหนึ่ง อย่างน้อยเราก็ทำอะไรได้บ้างในความมืดนี้
20) พีท
เสียงเคาะจากหน้าประตูเงียบไป…แทนที่ด้วยเสียงลากเท้าออกห่าง ครืด…ครืด… จางลงตามทางเดินหอ แล้วเงียบสนิท ถ้าเป็นหนัง ตรงนี้จะมีดนตรีซ่อนความไม่น่าไว้ใจ—แต่ชีวิตจริงคือความเงียบที่ยืดยาวจนเราคิดเสียงของตัวเองขึ้นมาแทน
ผมนั่งลงกับพื้น เอาหลังพิงเตียงสองชั้น บอลนั่งฝั่งตรงข้าม มิวบนเก้าอี้ น้ำข้าง ๆ ถือขวดสเปรย์ไว้ในมือเหมือนเป็นไม้กางเขนกันผี ไฟฉายผมกะพริบหนึ่งที—เตือนว่าถ่านไม่เต็ม
“พรุ่งนี้เช้าเราต้องออกไปหาน้ำเพิ่ม” ผมว่า “ถ้าไฟยังไม่มา เครื่องทำน้ำเย็นใช้ไม่ได้”
น้ำพยักหน้า “ฉันรู้ห้องพยาบาลมีน้ำเกลือ อาจใช้แก้ขาดน้ำได้ แต่มันไม่ได้ทำให้หายหิว”
“โรงอาหารปิดมู่ลี่ไว้ ถ้ามันยังอยู่ใกล้ ๆ—” มิวพูดแผ่ว ๆ แล้วเงียบ
เรานั่งกันอย่างนั้นนานมากจนเวลาหลอมละลายเป็นชั่วโมงเดียว เสียงหมาข้างนอกไกล ๆ เห่าต่อเนื่อง แล้วหยุดกะทันหันเหมือนมีใครกดปุ่ม mute ไว้ อากาศในห้องเริ่มอับ ผมคิดถึงบ้านที่ต่างจังหวัด แม่ที่ชอบโทรถามว่า “กินข้าวยัง” ทุกวันเวลา 1 ทุ่ม—ตอนนี้สองทุ่มครึ่ง มือถือแม่คงโทรไม่ติดเหมือนกัน
จู่ ๆ—เสียงกำแพงด้านขวา ปึง! หนึ่งครั้ง เราทุกคนสะดุ้ง “ห้อง 505” บอลกระซิบ
แล้วตามด้วยเสียงลากของหนักบนพื้นห้องข้าง ๆ ครืด…ครืด…ครืด ช้า ๆ และยาวนาน เหมือนมีอะไรคลานบนพื้นแล้วลากเหล็กตาม มันเฉียดผ่านกำแพงร่วมกันของเรา แล้วหยุดตรง…บริเวณหัวเตียงผมเอง
น้ำจับแขนผมแน่นจนเล็บจิก “อย่าขยับ” เธอกระซิบ
เสียงหายใจดัง ฮ่อก…ฮ่อก… จากฝั่งกำแพง—โคตรชัด ใกล้จนรู้สึกได้ถึงไอร้อนผ่านคอนกรีต
21) มิว
ฉันเงยหน้ามองเพดาน เห็นเงาแสงไฟฉายสั่นน้อย ๆ แล้วรู้สึกว่ามือเริ่มชา ฉันถ่ายภาพนิ่งไว้หนึ่งใบ—โดยปิดแฟลช—เป็นรูปโต๊ะเรียนเก่า เก้าอี้พลาสติก และปากกาเมจิกบนฝากล่องพิซซ่า เพราะฉันกลัวว่านี่อาจเป็น “หลักฐานสุดท้าย” ของการที่พวกเรายังมีสติอยู่
เสียงจากข้างห้องเงียบอีกครั้ง—กดความกลัวให้กลายเป็นก้อนแข็ง ๆ ในคอ ฉันกำลังจะถามเบา ๆ ว่า “มีใครอยากกินอะไรไหม” เพื่อทำให้สมองหยุดคิด—แต่ยังไม่ทันพูด เสียง กระดิ่ง จากโทรศัพท์ฉันก็ดังห้วน ๆ ติ๊ง—แจ้งเตือนแบต 15%
เสียงนั้นเหมือนวิญญาณเรียกฝูง—เพราะทันทีหลังจากนั้น เสียงฝั่งกำแพง ปึง! อีกครั้ง แล้วตามด้วยเสียงบางอย่างที่ฉันไม่อยากเชื่อ—เสียงข่วนคอนกรีต กึก—กึก—กึก— เหมือนเล็บกำลังพยายามเจาะผ่านมา
“ปิดเสียงมือถือ!” น้ำกระซิบแผ่วแต่เด็ดขาด
ฉันรีบปิด แต่สายไปแล้ว ฝั่งนู้นเหมือนได้ยินเราแล้วแน่ ๆ
22) อาจารย์กิตติ
ในอาคารกิจกรรม ไฟดับมาเกือบชั่วโมง ฉันนั่งในความมืดกับรปภ.อีกสองคน มีไฟฉายอันเดียวที่สลัว ๆ ประตูห้องเก็บของยังคง ตึง…ตึง…ตึง… ด้วยแรงสม่ำเสมอขึ้นเรื่อย ๆ จนบานเหล็กเริ่มบิด
“อาจารย์” รปภ.ร่างใหญ่เอ่ยเบา ๆ “ถ้าประตูพัง เราจะทำยังไง”
ฉันมองสลักเก่า ๆ ที่ตามจริงควรเปลี่ยนมาแล้วสิบปี “เอาโต๊ะมาวางขวาง” ฉันบอก “แล้วเตรียมท่อนไม้นั่นไว้”
ระหว่างลากโต๊ะมายื้อกับประตู ฉันคิดถึงคำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข—“ที่ไหนก็ได้ที่ล็อกได้แน่น”—เราไม่มีที่ไหนแน่นพอในมหาวิทยาลัยเก่าที่ซ่อมแซมแบบประหยัดงบปีต่อปี
ในหัวฉันเริ่มวางแผน—ตอนเช้า ถ้าเงียบพอ ต้องขับรถกอล์ฟไปหอพัก หยิบกุญแจรวมเพื่อปิดทางขึ้นแต่ละชั้น เลือกตึกน้อยให้ชุมนุมคนอย่างปลอดภัย—ถ้าคำว่า “ปลอดภัย” ยังมีอยู่—และพยายามขอให้จังหวัดส่งเจ้าหน้าที่มาด่วนกว่านี้
23) พีท
เวลาล่วงเข้าดึก เสียงในตึกค่อย ๆ ซา จนเหลือแต่เสียงลมหายใจของเราในห้อง เพดานเหมือนต่ำลงทีละนิ้วเพราะความอึดอัด
ผมเผลอหลับไปชั่วขณะ—ฝันสั้น ๆ เห็นนาฬิกาเข็มหมุนเร็วแล้วหยุดตรง 3:07—ก่อนสะดุ้งตื่นเพราะเสียง เคาะ ที่ประตูห้องแบบช้า ๆ หนัก ๆก๊อง—ก๊อง—ก๊อง
ทุกคนลืมตาพร้อมกัน มิวขยับมือคว้าโทรศัพท์ น้ำยกสเปรย์ขึ้น บอลเลียริมฝีปากแห้ง ๆ แล้วขยับตัวคุกเข่าหน้าประตู
ผมยกนิ้วชี้ขึ้นให้เงียบ เสียงนั้นเว้นช่วง…แล้วดัง อีกสามครั้งก๊อง—ก๊อง—ก๊อง
“พีท…” เสียงกระซิบ—ชัดขึ้นกว่าเดิม ราวกับยืนแนบแก้มกับบานประตู “กู…หนาว…เปิดให้กูหน่อย”
ผมรู้จักเสียงนี้ มันเป็นเสียงของ นัท—เพื่อนปีสองต่างห้องที่คอยยืมเครื่องมือผมบ่อย ๆ น้ำตาคลอโดยไม่ตั้งใจ เราเคยกินชาบูด้วยกันเมื่ออาทิตย์ก่อน เขาชอบข้าวโพดอ่อน
“นัท?” ผมถามกลับ เสียงผมสั่นมากกว่าที่คิด “มึงโอเคไหม”
“หนาว…มืด…เหงา…เปิดหน่อย” น้ำเสียงทำให้ผมย้อนคิดถึงคืนที่นั่งคุยบนดาดฟ้า—แต่ก็ทำให้ขนลุกเพราะจังหวะคำมันแข็งอย่างประหลาด เหมือนคนฝึกพูดคำสั้น ๆ ให้ชัด
น้ำจับแขนผมแน่น “อย่าเปิดนะ” เธอกระซิบ “ถามให้ชัดก่อน”
ผมกลืนน้ำลาย “นัท—ตอนปีหนึ่ง เราไปทริปเขื่อนด้วยกัน จำได้ไหม กูถาม—มึงทำหัวจรวดโฮมเมดจากอะไร”
เงียบสามวินาที—แล้วเสียงตอบ “ท่อ…พีวีซี…เทปเงิน”—ถูกต้องเป๊ะ แต่ต่อด้วยประโยคที่ไม่เกี่ยว “ข้าวโพด…อ่อน…หวาน”
น้ำสะท้าน บอลพึมพำ “แม่งจำได้นี่หว่า…”
ผมกำประแจแน่น “นัท มึงโดนกัดไหม”
เงียบยาวกว่าครั้งไหน ๆ เสียงหายใจ ฮ่อก ใกล้ขึ้น เหมือนเขาก้มลงตรงรอยแง้มขอบประตู “เปิด…ก่อน…หนาว…”
น้ำส่ายหน้าแรง ๆ “ไม่ใช่แล้วพีท ฟังจังหวะคำสิ มัน…ไม่ใช่คนคุย”
ผมกำลังจะตอบ—แต่ทันใดนั้นเสียง เคาะ เปลี่ยนท่าที จากช้า ๆ หนัก ๆ เป็น เร็วและแรง อย่างบ้าคลั่งก๊ังก๊ังก๊ังก๊ังก๊ัง—!
เก้าอี้ที่ดันลูกบิดสั่นเหมือนของเล่น เด้งถอยครึ่งนิ้วในครั้งเดียว มิวร้อง “เหี้ย!” แล้วคว้าหม้อสแตนเลสขึ้นมาถือ บอลตะโกน “ถ้ามันพังเข้ามา กูฟาดนะเว้ย!”
ผมกระโดดเข้ากดเก้าอี้เพิ่ม เอาไหล่ยันประตู จังหวะเคาะกลายเป็นการ กระแทกทั้งตัว ของใครสักคน จากด้านนอก—ปั่ก! ปั่ก! ปั่ก!—บานประตูโคลง แผ่นไม้แอ่นจนได้ยินเสียงลั่น แอ๊ดดดดด
น้ำตะโกนครั้งแรกด้วยเสียงทุ้มและสะอื้น “หยุด! นัท ถ้ามึงยังเป็นคน อยู่ห่าง ๆ ประตู! กูจะช่วย แต่อยู่ห่าง ๆ ก่อน!”
เสียงกระแทกหยุดชั่วคราว เงียบ…เงียบจนเหมือนโลกดูดเสียงไปหมด แล้วมีเสียง บางอย่างเล็ก ๆ ลอดใต้ประตูเข้ามา—เสียงหยดน้ำ? ไม่—มันข้นกว่า เลือด หยดลงกระเบื้อง แหมะ…แหมะ… กลิ่นคาวแหลมฟาดจมูก
“ถอย!” ผมตะโกน ทุกคนถอยจากประตูสองก้าว ทันใดนั้น มือ สีคล้ำเล็บแตก ๆ ก็มุดเข้ามาใต้ช่องว่างเล็กน้อยของบานประตู—นิ้วงอผิดรูปพยายามควานลูกบิดด้านใน กึก—กึก—กึก— พยายามหมุนจากด้านล่างอย่างไม่ถูกหลักกายวิภาค
มิวกรีดร้อง “แม่งเอ๊ยยยย!” บอลฟาดประแจลงบนมือที่คืบเข้ามา เสียงกระดูก ดังแควก เลือดพุ่งสาดเป็นเส้น มือชักกลับไปอย่างโกรธแค้น ตามด้วยเสียงคำรามต่ำ ๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์
ปั่ก! ปั่ก! ปั่ก! ประตูสั่นอีกครั้งแรงกว่าเดิม จนสกรูบานพับตัวบนหลวม เราเห็นหัวสกรูโผล่มานิด ๆ เหงื่อท่วมหน้า สารภาพตามตรง—ผมกลัวจนท้องไส้บิด แต่ในหัวเหลือคำเดียว: ต้องรอด
“บีบประตูไว้!” ผมตะคอก ทุกคนถลาเข้าไปช่วย คนละมุม ขณะเดียวกันเสียงกระแทกหยุด…แปลกใจเราทุกคนอีกครั้ง
แล้ว—เสียงใหม่ดังขึ้น จากด้านนอกทางเดิน ไม่ใช่หน้าห้องเราอย่างเดียวก๊อง—ก๊อง—ก๊องก๊อง—ก๊อง—ก๊องก๊อง—ก๊อง—ก๊อง
สามทิศพร้อมกัน—ซ้าย ขวา และปลายทางเดิน—เหมือนพวกมันเรียกกัน
น้ำหันมามองผม ดวงตากลมโตสะท้อนแสงไฟฉายจาง ๆ “พีท…พวกมันเพิ่มขึ้น”
ผมอ้าปากจะสั่งอะไรบางอย่าง—แต่ไม่ทันแล้วประตู ของห้องเรา ยุบตัว เข้าใน ผวะ! เก้าอี้กระเด็น แผงไม้แตกครึ่ง—ช่องว่างกว้างพอให้ ตา คู่หนึ่งมองลอดเข้ามาได้—ตาขาวล้น เบ้าลึก และ มันจ้องเรา แบบไม่มีม่านแห่งความเป็นมนุษย์เหลือ
ก๊อง—ก๊อง—ก๊อง… เปิดหน่อย…
— ตัดจบตอนที่ 1 —
รีวิวผู้อ่าน
0 รีวิว
จัดเรียงตาม
อ่านบนแอปฯ Fictionlog
ดาวน์โหลดแอปฯ เพื่อการอ่านที่ดียิ่งขึ้น