April Full Year - ปีนี้มีแต่เมษา
ผม ชื่อ 'เมษา' เรื่องที่ผมพูดคือความจริงทุกอย่างคุณเชื่อผมได้ ผมคือแพทย์แผนกนิติเวช ผมพบตำรวจนายหนึ่ง งานที่เขาทำคือสืบสวนคดีของคนตาย แต่ไม่ใช่แค่ศพทั่วไป... แต่ มันคือวิญญาณของคนตายต่างหาก!
   31,707      33 ตอน
อัปเดตล่าสุด 1 เดือนที่แล้ว

April Full Year - ปีนี้มีแต่เมษา



ผม ชื่อ 'เมษา'


คุณก็คงพอเดาออกอยู่ว่าผมเกิดเดือน  เมษา 


แต่ผมก็ไม่ได้โกหกเก่งหรอกนะครับ


ดังนั้น เรื่องที่ผมพูดคือความจริงทุกอย่างคุณเชื่อผมได้ 


ผมคือแพทย์แผนกนิติเวช 

ผมทำงานกับตำรวจนายหนึ่ง


งานที่เขาทำคือสืบสวนคดีของคนตาย 

แต่ไม่ใช่แค่ศพทั่วไป... 

แต่ มันคือวิญญาณของคนตายต่างหาก!


สวัสดีขอรับ สำหรับเรื่องนี้เป็นนิยายวายแนวที่อยากทำมาตั้งนานแล้ว...เยสสสส

ไรท์ขอฝากเนื้อฝากตัวสำหรับเรื่องนี้ ผิดพลาดประการใดต้องขออภัย ณ ที่นี้ ด้วย

ปล. เรื่องนี้ไม่ได้พาดพิงถึงบุคคลหรือสถานที่ใดในเรื่องจริง


บทนำ


เด็กใหม่


ผมชื่อ เมษา ผมคือ แพทย์นิติเวช เอาง่ายๆก็คือหมอชันสูตรพลิกศพ



และวันนี้ก็คือวันที่ผมจะได้ทำงานวันแรกกับสถานีตำรวจที่ติดอันดับดีที่สุดของโลก



กริ๊ง


เสียงนาฬิกาปลุกที่แสนธรรมดาดังขึ้นในห้องกว้างพอสมควรของผม ผมตื่นตามอัตโนมัติ เก็บผ้าห่ม ทำกิจวัตรต่างๆ



พอทำทุกอย่างจบผมก็คว้าเสื้อคลุมตัวนอกสีน้ำตาลพับเก็บไว้ในกระเป๋าเป้ส้มอันโปรดและออกจากห้อง



วันๆของผมมันง่ายมากๆแต่หลังจากนี้มันอาจจะไม่เหมือนเดิมซะละมั้ง



จากตำรวจที่รู้จักท่านหนึ่งเขาเล่าว่าที่นี่คุมเข้มมาก หลังจากที่ตำรวจส่วนใหญ่ไขคดีเสร็จก็จะถูกบังคับให้พักที่สถานีตำรวจ เพราะ เป็นห่วงความปลอดภัย ไม่แปลกเท่าไหร่ที่เขาจะเป็นห่วงความปลอดภัยของตำรวจ เพราะสมัยนี้บางครั้งคนร้ายก็มีแฟนคลับ ที่พร้อมจะทำให้คนร้ายชนะตำรวจด้วย



อีกอย่างที่ขาดไม่ได้ของยุคปัจจุบันนี้ก็คือ เทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด หลายๆสำนักข่าวพูดกันว่าพวกมหาเศรษฐีมีเครื่องเทเลพอร์ตเป็นของตัวเองแล้วด้วยซ้ำ และไม่แน่ว่าที่สถานีตำรวจที่ดีที่สุดในโลกนี้ก็อาจจะมีของที่ล้ำสมัยมากกว่าที่วางขายตามท้องตลาด



แต่ผมก็ไม่เชิงทำงานที่สถานีตำรวจแต่เป็นแผนกที่แยกออกมาเท่านั้น



ผมเดินออกมาและลากบิ๊กไบค์สีดำขลิบเทาที่ตอนนี้ราคาถูกราวกับมันคือมอตอไซด์ปกติ ผมใส่หมวกกันน็อคและก็ขี่ออกมาจากบ้าน



ในสมัยนี้ผู้คนนิยมอยู่กันในหมู่บ้านจัดสรรและผมก็คือหนึ่งในนั้น บ้านหลังนี้คือบ้านที่ผมกับน้องชายช่วยกันทำงานพิเศษแล้วซื้อมาให้แม่อยู่แต่ช่วงนี้แม่ได้รางวัลเที่ยวรอบโลกของโครงการผู้สูงอายุเลยกลายเป็นผมที่อยู่บ้านนี้คนเดียว



ส่วนเจ้าน้องชายมันก็ติดแพทย์และขอไปอยู่หอเป็นที่เรียบร้อย



"เมษา รุณหวัด!" เพื่อนข้างบ้านและเพื่อนสมัยที่มหาลัยเหมือนกันทักผม มันอยู่วิศวะแต่เราได้มีโอกาสคุยกันบ่อยๆเพราะมันเป็นแฟนของเพื่อนผม



"ไง พลับ" ผมทักกลับแล้วมันก็รดน้ำต้นไม้ต่อ มันเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบสบายๆมันจึงทำงานที่บ้านและเดี๋ยวนี้ชาวบ้านเขาก็ชอบทำงานที่บ้านกันจึงไม่แปลกมากนัก



ผมน่ะแปลก



ผมขับมาเรื่อยๆทักเพื่อนบ้านที่รุ่นราวคราวเดียวกันและสูงอายุ



จนเมื่อออกถนนใหญ่ผมก็กระชับหมวกกันน็อคของตัวเองอีกครั้ง ผมไม่ได้ชอบใส่หมวกกันน็อคแต่ถ้าคุณไม่ใส่คุณอาจจะตายภายใน10วินาทีที่คุณออกถนนใหญ่ อย่างที่ผมบอกบิ๊กไบค์ราคาถูกมากและที่มันถูกลงก็เพราะ...ทุกคนมีรถบินหรือ สเก็ตบอร์ดบินอะไรกันหมดแล้ว ถึงจะมีจำกัดความสูง แต่มันก็มีพวกอยากแหกกฎที่น่ารำราญ



ส่วนที่ถนนใหญ่ก็เลยมีแต่พวกบ้าความเร็ว



"พี่เมษา~" กลุ่มเด็กแว้นที่ผมเคยช่วยชีวิตพวกเขาไว้ทักทาย



"ไง" ผมทักกลับ เด็กพวกนั้นไหว้และก็ขับแยกไปอีกทาง



เด็กแว้นสมัยนี้เขามีมารยาท เผลอๆอาจเรียนเก่งกว่าเด็กเรียบร้อยบางคนเสียอีก บางคนในกลุ่มเด็กเหล่านั้นบางคนยังมีสกิลจีบเพศตรงข้ามได้ดีกว่าผู้ใหญ่บางคนด้วย ถึงแม้มันจะไม่มีสาระเท่าไหร่



ผมขับรถต่อมาเรื่อยๆ ผมมีนัดกับเจ้านายตอน แปดโมงครึ่งซึ่งตอนนี้ก็เพิ่งจะแปดโมงแถมรถก็ไม่ติด



แน่นอนถนนที่โล่งมากคลานไปก็ถึง



ผมจึงขับเร็วขึ้นมาหน่อยเผื่อจะได้ดูวิถีชีวิตยามเช้าของคนแถวนั้นและตอนนั้นผมก็เห็นรถสีดำคันหรู



รถคันนั้นชะลอเมื่อเห็นผมและขับผ่านไปแต่ถึงจะบอกว่าชะลอแต่มันก็ยังดูเร็วอยู่ดี...น่าจะเรียกว่าลดความเร็วนิดหน่อยละมั้ง



ถ้าผมตาไม่ฝาดคนบนรถคนนั้นผิวขาวมากๆจนเห็นชัดยิ่งเป็นรถคันสีดำด้วย...แต่เขาขับรถเร็วมากเลยนะจนผมมองไม่เห็นหน้าเขาเลย



ผมจึงมุ่งหน้าไปที่เป้าหมายเดิม



จริงๆแล้วย่านแถวสถานีตำรวจคนค่อนข้างน้อยที่เดียวแต่ตรงปากซอยก็มีพวกคลับต่างๆเยอะน่าดู



ถ้าให้เดาคลับต่างๆนี้ต้องทำอย่างถูกกฎหมายแน่ๆไม่งั้นไม่น่ารอดถึงทุกวันนี้



คนแถวๆนี้ดูมีระเบียบมาก...ระเบียบแบบสุดๆขยะสักชิ้นยังไม่เห็นเลย แต่แถวนี้เขาใช้จักรยานบินได้กันเยอะพอตัวทำให้มีเสียงลมอยู่เหนือหัวผมตลอดเวลา



"เฮ้ย! น้องชาย" คนที่บินอยู่เหนือหัวผมตะโกนก่อนจะหัวเราะคึกคักกับคนที่มาด้วยกัน



"สนใจมาห้องพี่มั้ย? ฮ่าๆ"



ผมล่ะรังเกียจคนพวกนี้จริงๆ...อยากจะจับหักคอให้รู้แล้วรู้รอดเลย



ผมคิดและก็เหยียบคันเร่งมิดและเข้าไปที่สถานีตำรวจที่ดูร้างผู้คนอย่างรวดเร็ว



ผมอ้อมไปป้ายที่บอกว่าเป็นลานจอดรถ ส่วนใหญ่ก็มีแต่รถตำรวจ แต่มันก็มีโซนของเหล่าจักรยานยนต์บ้าง



แต่พอผมจัดการเจ้ารถแสนรักเสร็จ ผมก็ได้ยินเสียงคนตะโกนเรียก



"เด็กใหม่? ใช่น้องเมษารึเปล่าครับ?" เด็กหนุ่มที่สูงเท่าผมพอดีแต่ผมเขาเป็นสีน้ำตาลอ่อนพูด



"เอ่อ...ใช่ครับ"



"พอดีเลย คุณชลาธร ให้มารอนาย งั้นตามพี่มา" เขาพูดก่อนจะดึงมือผมไปอย่างรีบเร่งและสักพักเมื่อเข้าอาคารเขาก็ปล่อยมือและก็แก้มแดงเล็กน้อย



แต่มันก็ไม่แปลก ทุกคนที่เห็นหน้าผมก็เป็นแบบนี้หมดแหละ



"พี่ชื่อ ภาวิต เรียก พี่วิตก็ได้นะ"



"ครับพี่วิต" ผมตอบ พี่วิตมองผมอย่างแปลกใจก่อนจะหัวเราะเบาๆ



"นายดูนิ่งมากเลยนะ"



"อ่อ ครับ หลายคนก็ชอบพูดแบบนี้" ผมตอบตามความจริงในขณะที่ผมก็เดินตามพี่เขาไปเรื่อยๆ



"อ๋อ เจ้านายของพวกเราเขาฝากมาบอกว่าเขาชื่อ ชลาธร"



"เอ่อ...ครับ" ผมสงสัยกับการพูดของพี่วิตเล็กน้อยแต่มันไม่ได้สำคัญอะไร



"นี่ เมษา นายน่ะกลัวผีมั้ย?" พี่วิตหยุดเดินแล้วหันมามองสีหน้าของเขาดูจริงจังขึ้นมาหน่อยๆแต่ผมมีหน้าที่แค่ตอบคำถาม



"ไม่ครับ"



"ดีแล้ว" พี่วิตกลับมาร่าเริงเหมือนเดิมและก็ออกเดินเรื่อยๆ



อาคารของสถานนีตำรวจมันดูล้ำสมัยมากแต่ดูร้างผู้คนไปหน่อยแต่ผมคาดว่ามันยังไม่ใช่เวลางาน



หลังจากเจอบันไดของชั้นหนึ่งพวกเราก็ขึ้นบันไดเลื่อนขึ้นไปชั้นสอง...ผมหมายถึงแผ่นบางอย่างที่จะลอยตามช่องที่จัดไว้สู่ชั้นต่อไปอ่ะนะครับ



พอมาถึงชั้นสองพี่เขามองผมนิดหน่อยก่อนจะเคาะประตูห้องทางฝั่งขวามือสุด



มันเป็นประตูห้องที่แปลกจากห้องอื่นๆเพราะสีน้ำเงินเข้มในขณะที่ห้องอื่นเป็นประตูกระจกใส



ก๊อก ก๊อก



"ภาวิตเองครับ" พี่วิตพูดอย่างนอบน้อม



"เชิญครับ" เสียงทุ้มต่ำดังออกมาจากห้องแล้วพี่ วิตก็เปิดประตูเข้าไปทันที



เมื่อผมเห็นคนข้างในผมก็รีบไหว้อย่างรวดเร็ว เขาก็รับไหว้ผม ก่อนที่ผมและพี่วิตจะเข้ามาในห้อง



เพียงสักครู่ที่ผมได้นั่งลงตามคำเชิญเขาก็ยิงคำถามใส่ผมทันที



"...คำถามแรก คุณเมษาคุณกลัวผีมั้ย?"



"ไม่ครับ" ผมตอบ



"แล้วคุณคิดว่าผีมีจริงมั้ย?"



"ไม่รู้ครับ" ผมชักจะคาดการณ์ได้แล้วว่า คุณชลาธรจะถามอะไรต่อ



"คุณคิดว่าหากคุณเจอผีคุณจะทำอะไร?"



"ถ้า...เขาไม่ทำอะไร ผมก็จะไม่ทำอะไรครับ" ผมตอบอีกครั้งและดูเหมือนคุณชลาธรจะพอใจกับคำตอบของผม



"คุณคิดยังไงกับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งของคุณ"



"ดีครับ"



แต่แล้วเขาก็เหยียดยิ้มออกมาและก็หุบลง และเพียงแค่ผมกระพริบตามือของเขาก็มาจับคางของผมอย่างรวดเร็ว



"คุณเรียนเก่งมากเลย และ คุณก็หน้าตาดีมากเลยด้วยนะ ฮ่าฮ่า" เขาพูดติดตลก แต่ผมไม่ค่อยชอบการกระทำของเขาเท่าไหร่และเหมือนเขาเองก็จะรู้



เจ้าของเรือนผมสีนิลหัวเราะอีกครั้งก่อนจะมองไปที่พี่วิต



"วิตพาเขาไปแผนกนายเลย" คุณชนาธรพูดก่อนจะรับไหว้ของผมและพี่วิตอีกครั้ง


เป็นบอสที่แปลกจริงเชียว


..


พี่วิตพาผมขึ้นมาชั้นสามและเดินจนสุดทาง



ผมเห็นทางแยกที่เดินตรงไปกับเลี้ยวซ้ายผมหยุดเดินแล้วมองเข้าไปในโถงทางเดินสีมืดนั่น...



ตอนที่ผมกำลังจะหันหน้ากลับผมเห็นผู้ชายผิวซีดคนหนึ่งยืนอยู่ที่ปากทางเดินฝั่งนู้นแต่พอผมเพ่งอีกครั้งเขาก็ไม่ได้ยืนตรงนั้นแล้ว...ผมหมายถึงผู้ชายคนนั้นหายไป



"เมษา มาเร็ว" รุ่นพี่พูด ผมจึงเดินไปทางซ้ายที่ผมได้ยินเสียงพี่วิต



'เมษา...สินะ'



ผมสังเกตเห็นว่าทางเดินฝั่งซ้ายมีแต่ผนังสีเทาจนมาถึงสุดทางเดินฝั่งซ้ายผมถึงเห็นว่ามันมีประตู



พี่วิตหาวเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูเข้าไป



ลมแรกของห้องข้างในทำให้ผมลูบแขนเล็กน้อยตามด้วยบิดจมูกนิดหน่อยเพราะกลิ่นฟอร์มาลีนที่ลอยมาปะทะจมูกพอดี



พี่วิตโยนหน้ากากสีขาวมาให้ผม ผมรับมาใส่แล้วเดินตามเข้าไป



ฟู่



ผมโดนลมกระแทกหลังอย่างแรงก่อนที่ผมจะปิดประตู...แต่จะว่าไปทางเดินที่ผมเดินมามันไม่มีหน้าต่างหนิมีแต่กระจกที่ปิดสนิท...



ช่างมันเถอะ



"ไอเต้ อยู่มั้ย~" พี่วิตพูดพลางถอดเสื้อคลุมสีขาวไว้ที่ 'ราวตากผ้า' ที่รกมากๆ เขาเพียงแค่ใส่เสื้อคอปกแขนยาวสีขาวธรรมดา



"โอ้ว...เมษานายหนาวมั้ย? ถ้าหนาวจะเอาเสื้อในตู้ไปใส่ก็ได้นะ" พี่วิตหันมาพูดและยิ้มอย่างอารมณ์ดี พี่คนนี้ก็เป็นมิตรเกิ๊น



"โอส วิต ฉันอยู่นี่" เสียงแหบๆจากในห้องของอีกฝั่งประตูดังขึ้น



"เอ่อ..." ผมมีคำถามในหัวแต่พี่วิตก็รู้แล้วตอบแทนให้



"เพื่อนพี่เอง เขาชื่อเต้" พี่วิตพูดก่อนจะพลักประตูเข้าไป



ผมยกมือไหว้แล้วค่อยเงยหน้ามองและรุ่นพี่อีกคนที่นั่งเขียนเอกสารบางอย่างในสภาพที่ง่วงงุนก็รับไหว้ผม



"ไง เด็กใหม่... ชื่อเมษาสินะ" รุ่นพี่ที่ไว้ผมปิดตาทั้งสองข้างแถมข้างหนึ่งยังเป็นสีดำแล้วขาวพูด



"ครับ"



"ไอ้เต้ไปมัดผม!" พี่วิตที่พอเดินเข้ามาก็ไปรื้อตู้บางอย่างที่อีกห้องที่เชื่อมต่อออกไป



ผมอยากจะกุมขมับ เพราะไอ้ทางเดินที่ผมเดินมาเห็นมันไม่มีประตูก็เพราะมันมาเชื่อมเป็นห้องจากข้างในนี่เอง!



"คร๊าบ~" พี่เต้เอาหน้าฟุบกับโต๊ะแล้วใช้มือที่ซีดเพราะแอร์ที่เย็นเยือกไปหยิบอะไรบางอย่างในกล่องดินสอ(?)สีชมพู



พอเขาหยิบหนังยางได้เขาก็มัดหน้าม้าที่ปิดตามิดขึ้นกลายเป็นแมลงสาบที่ง่วงงุน



ผมอยากจะหัวเราะกับหน้าคนใกล้จะหลับจริงๆ



"ฮ้าว..." แต่เอาเข้าจริงๆตั้งแต่ผมเข้ามาที่นี่ก็มีแต่ผู้ชายแถมหน้าตาก็ดีด้วย...สงสัยว่าเขาคัดหน้าตาให้ทำงานรึเปล่าเนี่ย...



"นี่ๆ เด็กใหม่ๆ มานี่ดิ๊" พี่เต้กวักมือเรียกผมที่กำลังรื้อเสื้อคลุมจากกระเป๋าเป้ ผมจึงทิ้งเป้แล้วมาฟังรุ่นพี่ท่าทางใจดี



เขายื่นหน้ามากระซิบที่หูของผม



"นาย...กลัวผีมั้ย?"



ตู้มมมมม


เหมือนมีคนมาจุกไฟบนหัวผมนี่เป็นรอบที่สามแล้วที่ผมต้องตอบคำถามนี้


"ไม่ครับ"



"สงสัยมั้ยว่าทำไมทุกคนถึงถามเรื่องนี้?" และเป็นอีกครั้งที่รุ่นพี่ทายคำถามในหัวผมออก



"ก็นิดหน่อยครับ"



"เพราะที่นี่ มีผี ยังไงล่ะ" พี่เต้พูดก่อนที่นัยตาสีดำของเขาจะเบิกกว้างพร้อมกลับท่าทางเหมือนผีตัวน้อยน่ารัก



"เหอะๆ ครับ"



"อย่างทางเดินมีประตูเชื่อมแค่ข้างในก็เพราะ เขาว่ากันว่าตอนกลางคืนวิญญาณจะออกมาตรงทางเดิน" พี่เต้พูดด้วยเสียงนักเล่านิทานแต่น่าเสียดายผมไม่ได้กลัว



ผมกลับนึกถึงผู้ชายผิวซีดที่ผมเห็นที่ทางเดินอีกฝั่งมากกว่า



"อ๋อ..แล้วก็เขาบอกว่าทางเดินอีกฝั่งคือตึกโลกวิญญาณไม่เคยมีใครได้กลับมาจากที่นั่นด้วย" พี่เต้พูดด้วยสีหน้าจริงจังและปนเศร้าๆอยู่ในนั้น



และผมที่ต่อมสอดรู้สอดเห็นเริ่มทำงานจึงถามรุ่นพี่นัมเบอร์สองต่อ



"มีอะไรรึเปล่าครับ?" พี่เต้หันซ้ายหันขวาก่อนจะกระซิบผมอีกครั้ง



"แฟนของไอ้วิตมันเข้าไปทำงานที่ตึกนั้นเว้ย...ปีนึงแล้วยังไม่ออกมาแถมยังติดต่อไม่ได้ด้วย แล้วพอไปถามคุณชลาธรรายนั้นก็ช่วยอะไรไม่ได้เพราะอีกตึกก็มีผู้ดูแลอีกคน"



"แปลกจังครับ...แล้วไปตามที่ตึกนั้นไม่ได้เหรอครับ?"



"เป็นกฎต้องห้ามน่ะ...เขาห้ามใครไปที่ทางเชื่อมนั่น...ถ้าไม่ได้ต้องทำงานที่นั่น"พี่เต้พูดก่อนจะนวดขมับแล้วเขียนงานต่อ แต่เขาก็เงยหน้ามาถามผมด้วยสายตาที่เป็นประกาย



"นายมีบ้านใช่มั้ย?"



"ครับ"



"ที่บ้านเลี้ยงหมารึเปล่า?" พี่เต้ถามด้วยสายตาที่เปล่งประกายหนักมากจนผมแสบตา พี่เขาจะแบ๊วไปไหน



"ตายไปแล้วครับ" สีหน้าของพี่เต้หมองลงไปก่อนจะมองไปที่กรอบรูปบนโต๊ะ



"ฉันก็เคยเลี้ยงหมา แต่มันโดนรถชนน่ะ" พี่เต้พูดด้วยเสียงที่เศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด ผมมองพี่เต้ก่อนจะตบบ่าพี่เขาเบาๆ อารมณ์ขึ้นๆลงๆของพี่เต้มันแปลกดีเดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้...เฮ้อ



"โอ๋ๆ" ผมพูดขำๆ พี่เขาก็ยิ้มออกมาแล้วเหมือนมือพี่ไฟลุกเขารีบทำงานเหมือนระเบิดเกจอันติในเกมออกมา



"เมษา มานี่เร็ว" พี่วิตที่ถือหนังสือมากกว่าห้าเล่มเรียกผมเข้าไปที่อีกห้องที่เต็มไปด้วยหนังสือมากมาย...จนผมคิดว่าเหมือนจะเป็นหอสมุดมากกว่าแผนกนิติเวชแล้ว!



เมื่อผมเข้าไปพี่วิตก็บอกให้ผมถือหนังสือทั้งห้าเล่มนั้นและมองผมด้วยแววตาที่เป็นประกาย



"โชว์สกิลความได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งหน่อยสิ เมษา" พี่วิตพูดด้วยรอยยิ้มส่วนผมก็มองชื่อหนังสือเล่มโต



"เอ่อ...นี่ผมจบนิติเวช ไม่ใช่ นิติวิทยาศาสตร์นะครับ"



"ก็เพราะงั้นไง นายถึงต้องอ่านมัน"พี่วิตพูดเสียงเบาเหมือนกับเคยมีประสบการณ์เลวร้ายกับหน้งสือทั้งห้าเล่มบนมือผม



"ทำไมละครับ?"



"เพราะ เราต้องทำงานกับคนที่จบนิติวิทย์ด้วยและบางครั้งเราก็จำเป็นต้องไปทำงานแทนพวกเขาด้วย...อย่างที่นายรู้โลกของเราตอนนี้คนที่จบสายอาชีพนี้น้อยจะตายไป" พี่วิตพูดก่อนจะไล่ปิดตู้หนังสือต่างๆอย่างสนุกมือ



"..."ผมมองหนังสือทั้งห้าเล่มก่อนจะมองพี่วิตอีกครั้ง



"มีเวลาเท่าไหร่เหรอครับ?"



"...น่าจะ 3 วัน..." พี่วิตนับมือก่อนจะพูดอย่างตกใจ



"นายมีเวลาน้อยกว่ารอบของพี่อีกนะเนี่ย"



ผมคิดว่าผมคงขมวดคิ้วพี่วิตเลยพูดต่อ



"ปีของพี่มีคนเข้าแผนกนิติวิทย์เพิ่มเลยมีเวลา สิบวันแต่ก็อ่านทั้งหมดนั้นแล้วเข้าใจไม่ทันอยู่ดี...มีแค่...ฟายด์คนเดียวที่...อ่านจบ" พี่วิตดูเศร้าลงจงผมใจหาย




และถ้าให้ผมเดา 'ฟายด์' คงเป็นชื่อของคนสนิทของพี่วิต




"ไอเต้คงบอกนายเรื่องทางเชื่อมแล้วสินะ" พี่วิต มองผมด้วยสีหน้าที่จริงจังขึ้น



"ครับ"



"นายไม่ต้องอ่านมันจบก็ได้" สายตาของพี่วิตเหมือนสับสนไปชั่วขณะ



"สรุปยังไงกันแน่ละครับ"



"คือ...ฟายด์ น่ะอ่านมันจบและจากนั้นก็ถูกเรียกตัวไปฝั่งนู้น" พี่วิตพูดและรอยยิ้มที่เคยประดับบนใบหน้าก็หายไป...พี่เขาดูเศร้ามากๆ



ในเวลานั้น...ผมรู้สึกว่าตัวเองพลั้งปากไป...แต่ผมก็ดันสัญญากับพี่วิตไป



"ผมจะอ่านให้จบแล้วหาพี่ฟายด์ให้ครับ!"



พี่วิตดูตกใจมากและเขายิ้มออกมาบางๆและมือที่ขนาดเท่ากับผมราวกลับถอดแบบมาก็ทาบลงบนหัวผม



"ไม่ต้องฝืนก็ได้ ไอ้น้อง" พี่วิตพูดก่อนจะเดินออกไปยังห้องถัดไป



"วันนี้ไม่มีงานอะไร นายอ่านหนังสือหรือทำอะไรก็ได้ไปก่อน...แต่ถ้านายไม่ค้างห้องพักที่นี่...ออกก่อนหกโมงด้วย" ผมพยักหน้าก่อนจะกลับไปที่ห้องพี่เต้เพื่อหยิบสมุดบันทึกออกมา



แต่ผมก็เห็นพี่เต้ที่ตอนนี้ไม่มีกองเอกสารกองอยู่บนโต๊ะแล้วนอนหลับปุ๋ยเป็นที่เรียบร้อย



ผมยกยิ้มในใจก่อนจะอ่านหนังสือ...นิติวิทยาศาสตร์ เหมือนมันจะสอบภายในวันพรุ่งนี้

..


ผมสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาตอนที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้วเพราะเสียงสองเสียงที่กำลังโวกเวกกันข้างๆหู



"ไอ้เต้ ตื่นๆๆๆ" พี่วิตกำลังเขย่าพี่เต้ที่เหมือนหลับเป็นตายอย่างบ้าคลั่ง



ผมจึงขยี้ตาและมองนาฬิกา...



เวลาตอนนี้คือ หกโมงตรง



กิ๊งก๊อง



เสียงนาฬิกาในห้องของพี่เต้ที่ตอนนี้ทุกคนรวมตัวกันอยู่สั่นดังลั่นพี่เต้จึงตื่นทันที



"ไอ้เต้นี่มันหกโมงแล้ว!"



"หะ!!! บ้าเอ๊ย นี่ไม่ได้อาบน้ำมาสามวันแล้วนะ" พี่เต้พูดอย่างเหลืออดก่อนเอาหัวฟุบกับโต๊ะอย่างหมดแรง



"เฮ้อ..." พี่วิตถอนหายใจก่อนที่ทั้งสองจะหันมามองที่ผม



"อ้าว...เมษายังไม่ได้กลับเหรอ..." ทั้งสองพูดพร้อมกันด้วยท่าทางเด๋อๆ...ใช่ผมยังไม่ได้กลับ



"ทำไมเหรอครับ?"



"วันนี้นายคงกลับไม่ได้แล้วล่ะ...ตึกปิดแล้ว" พี่เต้พูดก่อนจะนวดตาที่ขอบดำยิ่งกว่าอะไร



"..." ผมช็อคเล็กน้อย ผมรีบเก็บของและกำลังจะวิ่งไปเปิดประตูแต่พี่วิตก็ดึงตัวผมกลับอย่างแรงแต่มือของผมก็ทำให้ลูกบิดประตูของห้องทางออกแง้มออกมาเล็กน้อย



"ชู่ว์" พี่วิตปิดปากผมไว้ก่อนที่พวกเราสองคนจะค่อยๆมองออกไปที่ทางเดินที่ตอนนี้มืดสนิท



และในชั่วขณะหนึ่งผมก็เห็นภาพสะท้อนของอะไรบางอย่างที่กระจกอีกฝั่งของประตูอย่างที่บอกว่าฝั่งของผมมันมีผนังสีเทาและอีกฝั่งมันคือกระจก



และผม...ก็เห็นผู้ชายร่างสูงในชุดเครื่องแบบตำรวจเดินอยู่...แต่เพียงแค่ผมกระพริบตาเขาก็หายไป



พี่วิตที่เหมือนจะมองไม่เห็นอะไรรีบปิดประตูก่อนจะหอบออกมา



"อย่าคิดจะออกไปเด็ดขาด เมษา" พี่วิตพูดก่อนจะกระดิกนิ้วชี้ไปมา



แต่ผมเองในตอนนี้ก็คิดว่าถ้าหากออกไป...ผมอาจจะได้เจอผีจริงๆแน่ๆ



ผมกับพี่วิตเอาข้าวของบางอย่างจากห้องแรกและเข้าไปที่ห้องที่สองหรือห้องของพี่เต้ที่มีโซฟาเหยียดอยู่



"ไอ้เต้...ข้าวยังเหลือมั้ย?"



"เหลือๆ...สามกล่องพอดี" พี่เต้พูดก่อนจะวางจานข้าวพัดสามจานไว้ที่โต๊ะเล็กที่โซฟา



"เอ่อ...พี่ๆวันนี้ผมรบกวนด้วยครับ" ผมพูดก่อนจะโค้งหัวเพราะดูท่าว่าจะต้องอยู่ด้วยกันอีกนาน



"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร "พี่เต้พูดก่อนจะทิ้งตัวลงที่ฝั่งตรงข้ามของผมอย่างหมดแรงส่วนพี่วิตก็หยิบจานมากินบนโซฟาเหนือหัวผม



และผมก็รู้ว่าพวกผมสามคนมีส่วนสูงที่เท่ากัน...เป๊ะๆ



"อ่อ...พี่วิตกับพี่เต้สูง 173 เซนติเมตรใช่มั้ยครับ?" ผมพูดอย่างมั่นใจและรุ่นพี่ทั้งสองที่เคี้ยวข้าวตุ้ยๆก็มองผมตาโต



"ใช่" พวกเขาตอบพร้อมกัน



"ผมก็สูง 173 ครับ"

..


หลังจากคืนวันนั้นผมก็ได้เรียนรู้หลายๆอย่างจากรุ่นพี่ทั้งเรื่องผีและเรื่องที่ดูมีแก่นสารกว่า



นับเป็นค่ำคืนที่ดี



เวลาผ่านไปทุกอย่างก็ปกติดีและดีกว่าเดิมตรงที่ผมเป็นนาฬิกาปลุกกลับบ้านของพวกรุ่นพี่แล้วเรียบร้อย



และข่าวดี...ผมอ่าน นิติวิทยาศาสตร์ จบแล้วและคนที่รู้ก็มีเพียงพี่วิต



มันเหมือนเป็นการพิสูจน์ว่า...ผมจะโดนย้าย



มั้ย...ทั้งๆที่ไม่มีใครรู้เรื่องที่ผมอ่านจบนอกจากผู้ร่วมขบวนการ



ในเวลาสามวันผมรู้จักกับพี่สาวนิติวิทย์มากมายและพวกเธอก็มักจะแซวผม...แถมทุกคนก็ถามผมด้วยคำถามแรกเช่นเดิมว่าผมกลัวผีมั้ย และผมก็ยังคงตอบเหมือนเดิม



พวกพี่สาวนิติวิทย์มักจะทำงานตอนเช้าแล้วพักที่หอพัก พวกเธอจึงไม่ได้กักตุนอาหารเหมือนพวกผมที่อยู่ชั้นสามและไม่ได้นอนหอพัก...



พวกเธอทำงานที่ชั้นสองและ...เรื่องผีของพวกเธอก็น่าสนใจเช่นกัน เพราะมันตรงกับ...ผู้ชายในชุดเครื่องแบบที่ผมเห็นไม่มีผิด



แต่พอลงรายละเอียดมันก็ไม่เหมือนผู้ชายที่ผมเห็นแล้ว...ผมจึงเลิกฟังเรื่องผีๆจากพี่สาวทั้งหลายแล้วตั้งใจทำงานมากกว่า



ผ่านไป 1 สัปดาห์นับจากวันแรกทุกอย่างก็ปกติคุณ ชนาธรไม่ได้นัดผมเพื่อย้ายแผนกแม้แต่น้อย



ซึ่งพี่วิตก็ดูดีใจกับการที่ผมยังได้อยู่กับรุ่นพี่ทุกคนอยู่



ผ่านไปสองสัปดาห์สามสัปดาห์ จนครบเดือน ผมก็ได้รับการติดต่อ



จากน้องชายที่เขาเรียนอยู่มหาลัย และเรื่องที่เขาพูดก็ไม่เหนือความคาดหมาย เขาพยายามหาแฟนให้ผมเช่นเคยและคำตอบผมก็คือ 'ไม่' ตามเดิม



ไม่ใช่ผมไม่มีความรักแต่ผมอยากตั้งใจทำงานมากกว่า



แล้วก็พี่เต้ยอมตัดหน้าม้าแล้วและนั่นทำให้หนังยางมัดผมหลุดไปจากสารระบบของพี่เต้



และในวันนี้วันที่หนึ่งของเดือนเมษา วันเกิดของผม...วันเกิดที่ผมเองก็ไม่ได้บอกใคร



ผมตื่นนอนตอนเช้า ทำกิจวัตร ทักคนรู้จัก ทักเจ้าเด็กแว้น และก็ไปทำงาน



แต่พอผมก้าวเข้าไปก้าวแรกลมก็ตีหลังผมอย่างแรงพร้อมกับไฟภายในตึกที่ดับลง



ผมมองหาปุ่มเปิดไฟแต่ก็คว้าน้ำเหลวมันไม่มี และ ผมก็อยู่กลางตึกโดยไม่รู้ตัว



และจากนั้น




ผมก็ได้ยินเสียงเพลง...จากรุ่นพี่และเจ้านายของผม




"แฮปปี้ เบิร์ทเดย์ นะ เมษา~ " ทุกคนพูดอย่างพร้อมเพียงพร้อมกับเค้กรสส้มที่น่ากินสุดๆ



"ขอบคุณมากครับ" ผมไม่ได้ร้องไห้แต่ผมยิ้มแป้นจนพี่สาวบางคนหันไปกรี๊ดกัน...



"แล้วก็ข่าวดี..." คุณชนาธรปรบมือเล็กน้อยก่อนจะเอามือทาบหัวผม



"นายได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว" ในเวลานั้นเหมือนทุกอย่างหยุดชะงัก ผมมีข้อสันนิษฐานลอยมาในหัวทันทีแต่ขอแค่มันไม่ใช่ เสียงปรบมือจากรุ่นพี่ทั้งหลายทำให้ผมใจหายมากกว่าเดิม



พี่วิตสบตากับผม...และเขาตัวสั่นน้อยๆ



"เมษา..." เขาพูดชื่อผมเบาๆ ผมรู้ว่าพี่เขากลัวว่าผมจะต้องไปที่ตึกอีกฝั่ง...และพระเจ้าก็คงอยากให้สิ่งนั้นเป็นเรื่องจริง



"เมษา นายจะได้ไปตึก 'ทางเชื่อม' แล้วนะ" เหมือนมีคนมาดีดนิ้วข้างหูของผม ผมไม่ได้กลัวแต่ผมเห็นสีหน้าของทั้งพี่วิตและพี่เต้แล้วผมทำให้ผมรู้สึกผิด...ทั้งที่ผมยังไม่ได้ทำอะไร



ผมกำลังจะ...ไปพิสูจน์ความจริง พี่วิตเช็ดตาเล็กน้อยก่อนที่เขาและพี่เต้จะวิ่งเขามากอดผม



"เมษา...อย่าลืมล่ะ" พี่วิตพูด ผมรับรู้ได้ถึงน้ำตาน้อยๆของพี่วิต



"พวกเราจะคิดถึงนาย" พี่เต้พูดก่อนจะยกนิ้วโป้งให้แล้วขยับปากทำนองว่า



'ฝากด้วยนะ'

พี่เต้ไม่รู้เรื่องที่ผมอ่านนิติวิทย์แต่เขารู้เรื่องที่ผมอยากช่วยหาพี่ฟายด์และเขาก็ช่วยผมบางเรื่องของนิติวิทย์ด้วย



"ครับ ผมจะคิดถึงทุกคนครับ" ผมยิ้มบางๆและจากนั้นคุณชนาธรก็ดึงตัวผมออกมาจากรุ่นพี่ทั้งสองและรีบให้ผมวิ่งขึ้นไปชั้นสามอย่างรวดเร็ว



ผมเห็นว่าคุณชลาธรดูไม่ค่อยพอใจกับอะไรบางอย่าง



แต่พอผมมาถึงชั้นสาม และ ทางเชื่อมนั่น เขาก็มองหน้าผมสายตาของเขาเหมือนพยายามจะบอกอะไรแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา



"ฉันมาส่งนายได้แค่นี้...และช่วยนายได้แค่นี้" ผมขมวดคิ้วกับคำพูดนั้น



"ช่วย?" ผมถามกลับและคุณชลาธรก็หลับตาแน่นแล้วลืมอีกครั้ง



"พวกเขาติดต่อมาตั้งแต่วันที่สี่ที่นายทำงานแล้ว" เป็นอีกครั้งที่ผมเหมือนได้ยินคนดีดนิ้วที่ข้างหู ข้อสันนิษฐานของพี่วิต...มันคือเรื่องจริง



คุณชลาธรที่สูงกว่าผมมากโน้มตัวลงมาก่อนจะกระซิบที่ข้างหูผม



"รีบไป เขามารอแล้ว" เมื่อคุณชลาธรพูดจบ ผมจึงหันไปมองทางปลายสุดของทางสู่อีกฝั่งของตึกผมเห็นผู้ชายในชุดเครื่องแบบตำรวจผิวสีซีด...และใบหน้าที่นิ่งสงบ



"ครับ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างครับ" ผมไหว้คุณชลาธร และก้าวไปที่ทางเชื่อมนั่น...เอาเข้าจริงๆมันก็ปกติดี 



จนผมมาถึงกลางทางเชื่อม ผมมองเห็นหน้าของผู้ชายคนนั้นชัดขึ้นเขาขาวมากและก็ดูเป็นคนปกติดี...แถมหน้าตาดีและสูงกว่าผม...สุดๆ

แต่เมื่อผมมาถึงปลายทางเชื่อม ผมก็ได้ยินเสียงตะโกนของพี่วิตกับพี่เต้ที่วิ่งเข้ามา



แต่ไม่รู้ทำไมผมไม่สามารถหยุดขาของตัวเองได้ผมหันหลังกลับไปไม่ได้ ส่วนผู้ชายทางปลายทางก็อ้าแขนออกมาเหมือนเขาจะกอดผมและผมก็ตรงเข้าไปที่เขา



และจากนั้นสติผมก็ดับวูบไป





แต่ก่อนหน้านั้น...ผมได้ยินเสียงเจ้าของอ้อมกอดที่อบอุ่นไม่เหมือนผิวของเขาหัวเราะ




...

โปรดติดตามตอนต่อไป


สวัสดีขอรับนี่ไรท์เองนะขอรับ อิอิ อย่างที่ทุกท่านเห็นในบทนำที่สุดจะยาว...

เรามาดูคำศัพท์ขยายความกันนะขอรับ


นิติเวช หมายถึง การชันสูตรพลิกศพ ตัวอย่างเช่น ผ่าดูอวัยวะภายในอย่างจมน้ำปอดก็จะมีน้ำข้างใน

นิติวิทยาศาสตร์ หมายถึง การพิสูจน์หลักฐานสาเหตุการเสียชีวิต จากเขม่า ดีเอ็นเอ


หากมีคำศัพท์ไหนที่สงสัยก็ถามได้นะขอรับ

ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง สวัสดีขอรับ!

..อ่านเพิ่มเติม
แนะนำ
11 รีวิว
จัดเรียงตาม
    
AloveMe
6 เดือนที่แล้ว
ตอนแรกจะอ่านผ่านๆตอนนี้ติดไปเลยจ้าาา สนุกมาก
อ่านแล้ว 14 ตอน
    
nuntidakam
7 เดือนที่แล้ว
สนุก~ เป็นกำลังใจให้นะไรท์ ชักหลงพี่ปีแล้วสิเนี่ย55555
อ่านแล้ว 18 ตอน
    
__BakaInU__
6 เดือนที่แล้ว
ทำต่อไปนะไรท์อย่าหายไปน้าาาา
อ่านแล้ว 2 ตอน
    
Lskpylnai
4 เดือนที่แล้ว
อ่านตอนแรกไม่เข้าใจเลย..... เพราะลืมอ่านบทนำ😌😌😌
อ่านแล้ว 33 ตอน
    
TammiesTryIt
6 เดือนที่แล้ว
จะมีลงเป็นเล่มมั้ยอะ ถ้ามีก็จะดีมากกก
อ่านแล้ว 23 ตอน
    
...อ่านรีวิวเพิ่มเติม
สารบัญ
33 ตอน
33 ตอน      |      อัปเดตล่าสุด 1 เดือนที่แล้ว
กระผมคือ RuRiBear หมีไพลิน ยังไงล่ะ!!! 2D is the 'Best' Contact : FB : RuRi Bear อย่าลืมบอกว่ามาจากเว็บนี้ด้วยนะขอรับ ไม่งั้นไม่รับแอดนะขอรับ อิอิ

1

เรื่อง

62

ผู้ติดตาม